วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

179: พระสมเด็จพิมพ์พิเศษ ที่มีขอบเป็นกระด้ง

คาถาชินบัญชรย่อ
ชิ นะ ปัญ ชะ ระ
ปะ ริ ตัง มัง

รัก ขะ ตุ สัพ พะ ทา
วิญ ญาณ สัม ปัน โน
อิ ติ ปิ โส ภะ คะ วา
นะ โม พุธ ทา ยะธรรมสวัสดี
ดร.ณัฐชัย
14/พ.ค./2555
+++++++++++++++++++++++++
อาจเรียกว่าพิมพ์ไม่ตัดขอบครับ เป็นพระพิมพ์ท่าน srithong999
IT Man/14.05.55

178: พระสมเด็จ-พระโลหะ พิมพ์พิเศษให้ทำบุญ

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ สมาชิกธรรม อ่านข้อความ
เนื่องจากวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของครูเล็ก.....จึงขออัญเชิญพระพิมพ์สมเด็จวัดระฆังพิมพ์พิเศษ พิมพ์ขอบกระด้งมอบให้แก่ท่านผู้มีจิตศรัทธาถวายปัจจัยร่วมสร้างวัดภูดานไห 9,999.-บาท มอบพระเครื่อง 1 องค์(จากสี่องค์นี้) ให้ท่านเลือกและแจ้งความประสงค์ไว้
เงื่อนไขเดิมตามปกติ:-
-โอนเงินเข้าบัญชีวัดภูดานไห(บัญชีแม่ชม)
-แจ้งการโอนหน้าบอร์ดนี้ ภายในวันนี้ครับ

รายการพิเศษมีเพียงวันเดียวเท่านั้นครับ หากท่านผู้มีบุญบารมีผ่านมาพบเจอก็น่าเก็บสะสมไว้ครับค่อนข้างหายากพอสมควร(ราคาร่วมบุญ)มีเพียงชุดเดียวเท่านนั้น หากไม่มีท่านใดบูชาก็จักขอเก็บไว้ร่วมบุญในปีหน้า หรือวาระสำคัญๆต่อไปในโอกาสหน้านะครับ

ขอเจริญในธรรม
สมาชิกธรรม
อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ สมาชิกธรรม อ่านข้อความ
เนื่องมาจากครบเครื่องเรื่องพระสายวัง ไม่สามารถเข้าไปได้.....ขอลงที่นี่บอกบุญไปพลางๆนะครับทุกๆท่าน.....

อีกหนึ่งรายการพิเศษสุดๆนะครับ.....สำหรับท่านที่ชื่นชอบพระเครื่องเนื้อโลหะสายวัง เข้มขลังทรงคุณค่า(เฉพาะผู้รู้) 1 ชุด 3 องค์.....ชุดเดียววันเดียวเท่านั้นเงื่อนไขเดียวกันกับพระสมเด็จในโพสบนนะครับ 9,999.-(หนึ่งชุด 3 องค์)

หลายๆท่านก็คงรู้และทราบชื่อพระเครื่องท่าน.....ซึ่งอาจเรียกแตกต่างกันไป

ขอเจริญในธรรม
สมาชิกธรรม/085-0977531 บ่ายๆ
 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ขอบกระด้ง1-2.jpg
Views: 5
Size: 310.1 KB
ID: 2044651 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ขอบกระด้ง2-1.jpg
Views: 5
Size: 183.3 KB
ID: 2044652 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ขอบกระด้ง2-2.jpg
Views: 4
Size: 287.6 KB
ID: 2044653 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ขอบกระด้ง3-1.jpg
Views: 5
Size: 313.7 KB
ID: 2044654 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ขอบกระด้ง3-3.jpg
Views: 5
Size: 325.8 KB
ID: 2044655 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ขอบกระด้ง4-1.jpg
Views: 6
Size: 269.5 KB
ID: 2044656 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: ขอบกระด้ง4-2.jpg
Views: 4
Size: 307.9 KB
ID: 2044657 คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name: จิตรลดา1-2.jpg
Views: 7
Size: 151.3 KB
ID: 2044672
ภาพสวยมาก...
ขอโมทนาสาธุในจิตอันเป็นกุศลยิ่งนี้กับท่านทั้งสองและท่านที่มีเจตนาร่วมสร้างฯด้วยครับ

177: คำบูชาพระกริ่งปวเรศ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
คำขอขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต
คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
อะหัง วันทามิ อะธะ ปะติฏฐิตา พุทธะธาตุโย
ตัสสานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม
บูชาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าหรือพระกริ่งปวเรศ
นโม ภควเต ไภษชฺยคุรุไวฑูรฺยปฺรภราชาย ตถาคตาย อรฺหเต สํมฺยกฺสมฺพุทฺธาย ตทฺยถา โอม ไภษชฺเย ไภษชฺเย ไภษชฺย สมุทฺคเต สฺวาหา
นโม ภควเต ไภษชฺยคุรุไวฑูรฺยปฺรภราชาย ตถาคตาย อรฺหเต สํมฺยกฺสมฺพุทฺธาย ตทฺยถา โอม ไภษชฺเย ไภษชฺเย ไภษชฺย สมุทฺคเต สฺวาหา
นโม ภควเต ไภษชฺยคุรุไวฑูรฺยปฺรภราชาย ตถาคตาย อรฺหเต สํมฺยกฺสมฺพุทฺธาย ตทฺยถา โอม ไภษชฺเย ไภษชฺเย ไภษชฺย สมุทฺคเต สฺวาหา
บูชาพระปัจเจกกะพุทธเจ้าหรือพระคาถาเงินล้าน
นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตพาหุหะติ พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ
วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม
สัมปะติจฉามิ เพ็ง เพ็ง พา พา หา หา ฤา ฤา
บทกรวดน้ำ
ข้าพเจ้าขออัญเชิญเทวดาที่สถิตในพระบรมสารีริกธาตุทั่วอนันตจักรวาล ขออัญเชิญเทวดาที่สถิตในพระธาตุพระอรหันต์ทั่วอนันตจักรวาล ขออัญเชิญท่านท้าวเวสสุวัณ, พระแม่ธรณี, พระยามัจจุราชโปรดมาเป็นพยานบุญ เพื่อน้อมถวายบุญนี้ บูชาคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณพระโพธิสัตว์ คุณบิดามารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ พรหมมา-เทวาอารักษ์ทั้งหลาย ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ ไปให้ทุกรูปทุกนามทั้ง 20 ชั้นพรหมโลก 6 ชั้นเทวะโลก มนุษย์โลก มารโลก ยมโลก อบายภูมิทั้ง 4 มี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ในหมื่นโลกธาตุกับอีกแสนจักรวาลพิภพ ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ รูปวิญญาณ อรูปวิญญาณ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงโมทนาสาธุในส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์และความสุขเช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดนี้ ตราบจนเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญฯ
พุทธังอนันตัง ธัมมังจักรวาลัง สังฆังนิพพานัง ปัจจโยโหนตุ
พระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้า
พระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้า भैषज्यगुरु เป็นพระพุทธเจ้าที่สำคัญพระองค์หนึ่งในพระพุทธศาสนาอุตตรนิกาย ทรงมีพระนามอีกหลายพระนามอาทิเช่น พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาส, พระมหาไวทยราชย์, พระทวาทศปณิธานราชย์ ทรงประทับ ณ. ไวฑูรยประภาพุทธเกษตร ในมณฑลหนบูรพทิศ พร้อมด้วยพระอัครสาวก อันได้แก่พระสุริยประภามหาโพธิสัตว์, พระจันทรประภามหาโพธิสัตว์ และเทวบุรุษทั้ง ๑๒
ใน “ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตมูลปณิธานสูตร” ได้แสดงไว้ว่า “นับพุทธเกษตรแต่สหาโลกธาตุไปทางมณฑลหนบูรพาได้ ๑๐ เมล็ดทรายในมหาคงคานที มีโลกธาตุหนึ่งนามว่าวิสุทธิไวฑูรยะ เป็นที่ประทับแห่งพระผู้มีพระภาคอันมีพระนามว่า พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต พระฉัพพรรณรังสีแห่งพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ยังให้เกิดความสำเร็จขึ้นแล้ว ทั้งในทางโลกียะและโลกุตระ และวิสุทธิเกษตรแห่งนั้นสำเร็จแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์”
ใน “ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาราชสัปตพุทธมูลปณิธานปูชานิสังสสูตร” ได้พรรณนาลักษณะแห่งพระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้าไว้ว่า “พระวรพักตร์แฝงไว้ด้วยพระเมตตา พระวรกายสง่างาม พระฉวีสีคราม พระหัตถ์ซ้ายทรงถือเครื่องพระโอสถหรือแก้วจินดามณี พระหัตถ์ขวาทรงกระทำตรีโลกธาตุมุทรา ทรงประทับสมาธิวัชระ เหนือปัทมอาสน์ ใต้ปัทมอาสน์นั้นแวดล้อมด้วย ๑๒ เทวบุรุษ อันเทวบุรุษทั้ง ๑๒ นี้ จักคอยนำปวงเทวาแลอสูร บริรักษ์ชนผู้รำลึกถึงพระนาม และบูชาพระตถาคตเจ้านาม ไภษัชยคุรุ” นอกจากนี้ยังมีที่แสดงว่า พระหัตถ์ทรงสถูปพระโอสถ พระหัตถ์ขวาทรงกระทำทานมุทรา
สมัยเมื่อพระองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีนั้น ทรงตั้งมหาปณิธาน เพื่อโปรดสรรพชีวิต ๑๒ ประการ ดังนี้

๑. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ กายาจงทอแสง สาดส่อง อนันตโลกธาตุ ทั้งยังกอปรด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ และ อนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ สง่างาม ทั้งสรรพชีวิตทั้งปวงจงเป็นเช่นดั่งเรา

๒. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ วรกายดุจแก้วไพฑูรย์ นอกในสุกใส บริสุทธิ์ไร้มลทิน โอภาสยิ่งใหญ่ บุญกุศลสูงล้ำ กายามั่นคง ข่ายระฉัพพรรณรังสีเรืองรองเหนือตะวันจันทรา อันจักยังให้สรรพชีวิต สมปรารถนาในสรรพกิจทั้งปวง

๓. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จงถึงพร้อมด้วยปัญญาอันไร้ประมาณ อันจักยังให้สรรพชีวิตถึงพร้อมด้วยเครื่องอุปโภคอันมิรู้สิ้น

๔. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มาตรว่าสรรพชีวิต มีมิจฉาทิฐิ โพธิญาณแห่งเราจะเปลี่ยนให้เป็นสัมมาทิฐิ หรือ มาตรว่าสรรพชีวิต เดินทางสาวกยาน โพธิญาณแห่งเราจะเปลี่ยนให้เป็นมหายาน

๕. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มาตรว่าสรรพชีวิต อาศัยธรรมแห่งเราประพฤติพรหมจรรย์ จักยังให้ศีลบริบูรณ์ ไร้ความด่างพร้อย ทั้งเมื่อสดับนามแห่งเรา จักบริสุทธิ์ ไม่ตกสู่อบาย

๖. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มาตรว่าสรรพชีวิต กายาไม่บริบูรณ์ สติปัญญาไม่ถึงพร้อม วิกลวิการ บ้าใบ้บอดหนวก หรือเจ็บป่วยด้วยปวงสรรพโรคา เมื่อสดับนามแห่งเรา กายแลจิตจักบริบูรณ์ พ้นแล้วจากปวงโรคา

๗. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มาตรว่าสรรพชีวิต โรคร้ายกลุ้มรุม ไร้ที่พึ่งพิง ไร้หมอไร้ยา ไร้ญาติขาดมิตร ยากจนข้นแค้น เพียงสดับนามแห่งเราแม้เพียงครั้งเดียว สรรพโรคสลาย สุขกายสุขใจ ทุกสิ่งบริบูรณ์ ตราบจนตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

๘. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ อันว่าสตรีต้องพบกับความทุกข์นานาประการ มาตรว่าปวงสตรีเพศ ปรารถนาจะสละแล้วซึ่งอิตถีเพศ (หมายถึงอยากจะเป็นชาย) สดับนามแห่งเรา เปลี่ยนหญิงเป็นชาย ถึงพร้อมมหาบุรุษลักษณ์ ตราบจนตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

๙. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จักยังสรรพชีวิต พ้นแล้วจากบ่วงแห่งมาร ปราศแล้วจากปวงเดียรถีย์ มาตรว่าตกอยู่อยู่ในป่าอันรกชัฏแห่งมิจฉาทิฐิ (เรา) จักชักนำให้เข้าถึงสัมมาทิฐิ บำเพ็ญโพธิธรรม เพื่อเข้าถึงพระโพธิญาณโดยเร็ว

๑๐. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มาตรว่าสรรพชีวิต ต้องราชภัย ถูกจองจำ ต้องพันธนาการ ขื่อคา โซ่ตรวน ต้องเครื่องทัณฑกรรม หรือต้องพบกับความทุกข์และภยันตรายทั้งปวง ทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ สดับนามแห่งเรา ด้วยกุศลาภินิหาริย์แห่งเรา จักยังให้พ้นจากทุกข์ทั้งปว

๑๑. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มาตรว่าสรรพชีวิต อดอยากอาหาร หิวและ
กระหาย ก่อบาปสร้างกรรม สดับนามแห่งเรา หมั่นกระทำการสวดรำลึก เราจักกระทำให้อิ่มแล้วด้วยโอชาโภชนาหารอันประณีต จากนั้นจักให้ยังเกิดปีติ อันเกิดแต่การแจ้งในธรรมรส

๑๒. เมื่อกาลที่เราตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มาตรว่าสรรพชีวิต ขาดแคลนเครื่องนุ่มห่ม ยุงไต่ไรตอม ร้อนหนาวเป็นกำลัง ไร้ที่พักแรม สดับนามแห่งเรา หมั่นกระทำการสวดรำลึก สิ่งอันงามทั้งปวง เช่นอาภรณ์อันวิเศษ รัตนาภรณ์ พวงมาลา เครื่องหอม คีตดุริยางค์ นักฟ้อน จักบังเกิดขึ้น ตามแต่มโนรส บริบูรณ์ทุกสิ่งอัน

ในพระศาสนาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า อันมีพระนามว่า “พระอสนีประภาสตถาคตพุทธเจ้า” มีชายผู้หนึ่งพร้อมด้วยบุตรทั้ง ๒ ได้เห็นภัยในวัฏฏะทุกข์ จึงตั้งจิตปรารถนาพระโพธิญาณ เพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิต ณ. กาลนั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงกระทำการสาธุการ จากนั้นจึงทรงมีพระพุทธพยากรณ์ว่า สืบไปชายผู้นั้นจักกระทำให้แจ้งแล้วซึ่งกองทุกข์ ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า มีพระนามที่ “พระไวทยราชย์ตถาคตพุทธเจ้า” ผู้บุตรทั้ง ๒ จักเป็นพระมหาโพธิสัตว์ มีพระนามที่ “พระสุริยประภามหาโพธิสัตว์” และ “พระจันทรประภามหาโพธิสัตว์” ประทับ ณ. ไวฑูรยโลกธาตุวิสุทธิเกษตร ในมณฑลหนบูรพทิศ
ใน “ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาราชสัปตพุทธมูลปณิธานปูชานิสังสสูตร” ได้แสดงนามแห่งพระผู้มีพระแห่งมณฑลหนบูรพาทั้ง ๗ พระองค์ รวมเป็น “พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาราชสัปตตถาคตพุทธเจ้า” ดังนี้
๑. พระสุนามศิริมังคลตถาคตพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ. โอภาสวิชัยโลกธาตุ

๒. พระมณีจันทรปรัชญาประภาสัททอิศวรตถาคตพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ. วิเศษมณีโลกธาตุ

๓. พระสุวรรณรัตนประภาวิเศษสิทธิตถาคตพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ. ไวปูลยคันธเกษตรโลกธาตุ

๔. พระอนาลยมหาชินศิริมังคลตถาคตพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ. อนาลยโลกธาตุ

๕. พระธรรมสมุทรอัสนีสัททตถาคตพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ. ธรรมคทาโลกธาตุ

๖. พระธรรมสมุทรชินปรัชญากรีฑาฤทธิ์ตถาคตพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ. สุสถิตมณีสมุทรโลกธาตุ

๗. พระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ. ไวฑูรยวิสุทธิเกษตรโลกธาตุ

แต่ทั้งนี้ใน “ไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้ามูลปณิธานสูตร” กลับแสดงนาม “พระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้า” ไว้เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น จึงทำให้ผู้มีสันนิษฐานว่า พระผู้มีพระแห่งมณฑลหนบูรพาทั้ง ๗ พระองค์ ที่แสดงมาข้างต้นนั้น อาจเป็นนิรมาณกายแห่งพระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้าก็เป็นได้
ซึ่งพระผู้มีพระแห่งมณฑลหนบูรพาทั้ง ๗ พระองค์ ทรงมีพระมหาปณิธานรวมกันทั้งสิ้นได้ ๔๔ ประการ ทรงเป็นที่พึ่งเทวดาและมนุษย์ ตลอดจนสรรพชีวิตทั้งหลาย
ไวฑูรยวิสุทธิเกษตรโลกธาตุ ก็มีความเป็นเลิศไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า สุขาวดีวิสุทธิเกษตรโลกธาตุ อันเป็นที่ประทับแห่ง พระผู้มีพระภาคอันมีพระนามว่า “อมิตาภ” แต่อย่างใด ใน “ไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้ามูลปณิธานสูตร” ได้พรรณนาลักษณะแห่งไวฑูรยวิสุทธิเกษตรโลกธาตุไว้ความว่า “โลกธาตุแห่งนี้ล้วนแล้วบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งอิตถีเพศและมลทินทั้งปวง แม้แต่คำว่า “ความทุกข์” การที่จักได้สดับก็หามีไม่ อันพื้นปฐพีสำเร็จแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ อันกำแพง, แผ่นพื้น, ประตู, หน้าต่าง, ขื่อคาน, เสา, อาคาร นั้นเล่า ก็สำเร็จแล้วด้วยแก้วมณีทั้ง ๗ ประการ อันโลกธาตุแห่งนี้ เป็นที่ประทับแห่งพระผู้มีพระภาคอันมีพระนามว่า พระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสุริยประภามหาโพธิสัตว์แลพระจันทรมหาโพธิสัตว์ ทั้งยังพร้อมด้วย ๘ พระมหาโพธิสัตว์และเทวบุรุษทั้ง ๑๒ อันจักปกปักษ์บริบาลผู้หมั่นบูชาและรำลึกถึงพระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้า ทั้งจักชักนำให้สรรพชีวิตทั้งมวลไปอุบัติ ณ. พุทธเกษตรแห่งนี้”
ใน “ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาราชสัปตพุทธมูลปณิธานปูชานิสังสสูตร” แสดงว่า “มาตรว่าพุทธบริษัท ๔ อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา กุลบุตร กุลธิดา สมาทานรักษาศีล ๘ เป็นเวลา ๑ ปีหรือ ๓ เดือน ได้สดับเรื่องสุขาวดีโลกธาตุแห่งพระอมิตาภตถาคตพุทธเจ้าแล้ว ทว่ายังมีคติไม่แน่นอน ต่อมาได้สดับพระนามแห่งพระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้า เมื่อถึงกาลกิริยา พระมหาโพธิสัตว์ทั้ง ๘ อันกอปรไปด้วย พระมัญชุศรีมหาโพธิสัตว์ , พระเมตไตรยมหาโพธิสัตว์, พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์, พระสถามปราปต์มหาโพธิสัตว์, พระรัตนอาสน์มหาโพธิสัตว์, พระอนันตมนสิการมหาโพธิสัตว์, พระไภษัชยราชย์มหาโพธิสัตว์, พระไภษัชยาธิราชมหาโพธิสัตว์ จักสำแดงฤทธิ์ นำทางไปอุบัติยังดอกไม้แก้วหลากสี (หมายถึงไปอุบัติยังไวฑูรยวิสุทธิเกษตรโลกธาตุ) หรือไปบังเกิดยังสุคติโลกสวรรค์ หรือไปบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชปกครองนิกรชนทั้ง ๔ ทวีป ด้วยเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ (แห่งพระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้า) จักยังให้สรรพชีวิตอันประมาณมิได้ (ที่เลื่อมใสศรัทธา) ตั้งมั่นในสุคติภูมิ มาตรว่าสตรี ได้สดับนามแห่งพระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้า ปรารถนาจะเป็นชาย จะไม่มีทางกลับกลายเป็นหญิงอีก”

คาถา “พระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้าอภิเษกสัจพจน์” เป็นพระคาถาที่สำคัญมากที่สุดคาถาหนึ่งในพระพุทธศาสนาฝ่ายอุตตรยาน พระคาถานี้จักยังให้สรรพชีวิตทั้งปวงพ้นแล้วจากปวงโรคาพาธ, ภยันตราย, ความยากจน, ความเข็ญใจ, ความยากไร้, ความขาดแคลน, ความขับแค้นใจ, ความทุกข์กายความทุกข์ใจทั้งปวง ในท้ายที่สุดจักยังให้สรรพชีวิต ถึงที่สุดแห่งทุกข์เข้าถึงฝั่งพระนฤพาน โดยพระคาถานั้นเป็นภาษาสันสกฤตดังนี้
นะโม ภะคะวะเต ไภษัชฺยะคุรุ ไวฑูรยะ ประภาราชายะ ตะถาคะตายะ อะระหะเต สัมมา สัมพุทธายะ ตะทะยะทา โอม ไภษัชเย ไภษัชเย มหาไภษัชเย สมุทะคะเต สะวาหา
โดยออกเสียงเป็นภาษาจีนกลางดังนี้
นำมอ ปอเจปาตี พีซาเซอ จฺวีลูปีลิวลี ปอลาปอ เฮอลาเซเย ตาทอเจตอเย อะลาเฮอตี ซำเมียวซำปอทอเย ตาจือทา อม พีซาซือ พีซาซือ พีซาเซอ ซำมอเจตี โซฮา
คาถา “พระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้าอภิเษกสัจพจน์” นี้ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ

ท่อนแรกคือ บทนมัสการพระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้า คือ นะโม ภะคะวะเต ไภษัชฺยะคุรุ ไวฑูรยะ ประภาราชายะ ตะถาคะตายะ อะระหะเต สัมมา สัมพุทธายะ (นำมอ ปอเจปาตี พีซาเซอ จฺวีลูปีลิวลี ปอลาปอ เฮอลาเซเย ตาทอเจตอเย อะลาเฮอตี ซำเมียวซำปอทอเย)
และท่อนหลังคือ ตัวคาถา หรือที่เรียกว่า “หฤทัยคาถา” คือ ตะทะยะทา โอม ไภษัชเย ไภษัชเย มหาไภษัชเย สมุทะคะเต สะวาหา (ตาจือทา อม พีซาซือ พีซาซือ พีซาเซอ ซำมอเจตี โซฮา)
หรือ
โอม ไภษัชเย ไภษัชเย มหาไภษัชเย สมุทะคะเต สะวาหา (อม พีซาซือ พีซาซือ พีซาเซอ ซำมอเจตี โซฮา)
เมื่อจะสวดพระคาถา “พระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้าอภิเษกสัจพจน์” นี้ ให้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่ง พระไภษัชยคุรุตถาคตพุทธเจ้า จินตนาการว่าพระองค์ทรงปรากฏกายท่ามกลางท้องนภา พระฉวีสีดั่งท้องนภา พระรัศมีสาดส่องไปทั่ววัฏฏะสงสาร ไปยังร่างกายของสรรพชีวิตทุกภพภูมิ ยังให้ปวงสรรพชีวิต พ้นแล้วจากปวงโรคาพาธ, สรรพภยันตราย, ความยากจน, ความเข็ญใจ, ความยากไร้, ความขาดแคลน, ความขับแค้นใจ, ความทุกข์กายความทุกข์ใจทั้งปวง และในที่สุดจักยังให้สรรพชีวิต กระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือเข้าถึงฝั่งพระนฤพาน
ที่มา โมทนาสาธุครับ

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

176: แนะนำ web blog เรื่องเหล็กไหล

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555
การตัดเหล็กไหลเผยแพร่สู่สาธารณชน

เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหล็กไหลนั้นล้วนเป็นเรื่องราว ที่เร้นลับซับซ้อน เป็นที่น่าสนใจและน่าติดตามในมุมมองของคน โดยทั่วไป จนอาจกล่าวได้ว่าคนไทยมีความผูกพันใกล้ชิดกับธาตุ กายสิทธิ์ชนิดนี้มาก โดยจะเห็นได้จากพระเครื่องหรือวัตถุมงคล ในสมัยก่อนที่ต้องมีธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลปะปนเป็นมวลสารอยู่ บ้างไม่มากก็น้อย

ในราวปีพ.ศ.2537ได้มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งนำเสนอ เรื่องราวเกี่ยวกับการติดตามพิสูจน์เหล็กไหลว่ามีจริงหรือไม่แพร่ ภาพออกสู่สาธารณชนจนกลายเป็นประเด็นที่ประชาซนทั่วไปให้ ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยรายการดังกล่าวได้ไปถ่ายทำพิธีการ ตัดเหล็กไหลตามถ้ำต่างๆในประเทศไทย และนับเป็นครั้งแรกที่พิธีกรรมทางไสยศาสตร์อันเร้นลับได้ถูกเปิดเผยสายตาของประชาชน

พิธีกรรมการตัดเหล็กไหลที่ได้ไปบันทึกภาพในครั้งนั้นได้ กระทำขึ้นที่ถํ้าแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี โดยมีบุคคลจากหลากหลาย สาขาอาชีพเข้าร่วมในการพิสูจน์และเป็นสักขีพยานด้วย อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมในการตัดเหล็กไหลครั้งนั้นก็เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ในการตัดเหล็กไหลเป็นอย่างมาก ซึ่งในครั้งนั้นท่านก็พร้อมที่จะร่วมพิสูจน์และให้ความร่วมมือในการถ่ายทำเป็นอย่างดี

การตัดเหล็กไหลในครั้งนั้นเป็นการตัดเหล็กไหลน้ำหนึ่ง ที่ไม่แข็งตัวเองตามธรรมชาติโดยการใช้กสิณไฟตัดด้วยเทียน เพียงเล่มเดียว ผู้ทำพิธีได้ไต่ปันไดไม้ไผ่ขึ้นไปจนถึงบริเวณก้อนหิน ที่เหล็ก1ไหลซ่อนตัวอยู่แล้วใช้เทียนลนไปยังบริเวณรังเหล็กไหล

ในเวลาไม่นานก็ปรากฏวัตถุอย่างหนึ่งที่มีสีดำเป็นมันเงาเคลื่อนที่ไปมา คล้ายของเหลวได้ยืดตัวออกมาจากซอกหินบริเวณที่ถูกเทียนลน ต่อหน้าสักขีพยานเป็นจำนวนมาก ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเห็น เหมือนกันหมดว่าของเหลวสีดำนั้นเริ่มยืดตัวออกมาจากรังที่มีสีแดง ราวกับโดนไฟที่มีความร้อนจัดแผดเผา จากนั้นของเหลวสีดำดังกล่าว ก็หลุดตัวออกมาจากซอกหินตกลงมายังผ้าขาวที่ได้เตรียมรับเอาไว้ด้านล่าง
ข่าวเหล็๋กไหลในกลุ่มของสักขีพยานเหล่านั้นล้วนประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักธรณีวิทยา ตลอดจนเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรธรณี ทุกคนในที่ นั้นต่างก็ช่วยกันพิจารณาเหล็กไหลชิ้นที่ตัดมาได้ และทุกคนต่างก็ ยอมรับถึงสิงที่ได้ปรากฏแก่สายตาตัวเองว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ และไม่สามารถหาคำตอบในทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลยคณะพิสูจน์เหล็กไหลจึงได้นำเหล็กไหลชิ้นที่ตัดมาได้ไปตรวจพิสูจน์ ที่กรมทรัพยากรธรณีเพื่อที่จะได้ทราบว่าวัตถุชิ้นนี้คืออะไรกันแน่

ผลการตรวจสอบเหล็กไหลที่ได้จากการทำพิธีตัดในครั้งนั้น ปรากฏว่าวัตถุที่ได้นั้นไม่ใช่วัตถุธาตุบนโลก แต่มีลักษณะเหมือนกับ สะเก็ดดาวหรืออุกกาบาตที่ตกลงมายังโลกอันเป็นวัตถุธาตุที่อยู่ ในห้วงจักรวาลที่เดินทางผ่านกาลเวลาและระยะทางอันแสนยาวนาน มาจากนอกโลกกว่าจะเดินทางมาถึงยังโลกของเรา

อันที่จริงก็ยังมืวัตถุธาตุจากห้วงอวกาศที่เดินทางเข้ามายัง โลกอีกหลายชนิด บางชนิดเดินทางลงมาเป็นลำแสงแต่ไม่สามารถ หาตัววัตถุเหล่านั้นได้พบ บางชนิดที่มีขนาดใหญ่มากจึงไม่สามารถ เดินทางเข้ามายังชั้นบรรยากาศของโลกได้ด้วยวิธีการธรรมดา ดังนั้นการที่จะสามารถเดินทางมายังโลกได้ต้องอาตัยการเดินทางผ่านประตูมิติเวลา เนื่องจากการเดินทางผ่านประตูแห่งกาลเวลา จะทำให้เงื่อนไขของเวลาและระยะทางหมดไป

จากผลการพิสูจน์ที่ออกมายิ่งทำให้คณะพิสูจน์เหล็กไหลและ กลุ่มสักขีพยานไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าแท้ที่จริงแล้วเหล็กไหล คืออะไรกันแน่ เพราะหากธาตุชนิดนี้ไม่ใช่วัตถุธาตุบนโลกแล้วเหล็กไหล เดินทางมาจากที่ไหนและมาบนโลกเพื่อวัตถุประสงค์อะไร? นอกจากนี้ทางรายการยังได้แพร่ภาพพิธีกรรมการตัดเหล็กไหล ณ สถานที่อื่นๆอีกหลายครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่าเหล็กไหลที่ได้ก็มีลักษณะที่ใกล้เคียงกันคือเป็นของเหลวสีดำเป็นมันเงาสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้ราวกับเป็นสิงที่มีชีวิตเมื่อโดนไฟลนก็จะสามารถยืดตัวและหดตัวได้ เหล็กไหลน้ำหนึ่งนั้นจะมีลักษณะรูปพรรณสัณฐานเป็นของเหลวคล้ายปรอทและไม่ยอมแข็งตัวเองตามธรรมชาติ จนกระทั่งถูกตัดออกมาจากรังแล้วจึงจะแข็งตัว เหล็กไหลน้ำหนึ่งมีหลากหลายสีด้วยกัน แต่เท่าที่เคยพบก็มีสีดำ สีท้องปลาไหล สีเขียวอมดำ เขียวหัวเป็ด เขียวอมทอง เขียวปีกแมลงทับ สีน้าเงินอมดำ และไม่มีสี (เป็นแก้วใส)

แม้ว่าจะเคยมีรายการทางโทรทัศน์ได้เผยแพร่เรื่องราว เกี่ยวกับเหล็กไหลไปแล้วก็ตาม หากแต่เรื่องราวของเหล็กไหลนั้น ก็ยังคงเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจหาคำตอบให้ได้และยังคง เป็นสิ่งที่เหนือความรู้และความคิดของคนโดยทั่วไปอีกมาก แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าเหล็กไหลจะเป็นเรื่องที่เหนือธรรมชาติ หรือขัดต่อหลักของธรรมชาติแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าวิทยาการความเบนโลกเรา ยังไม่อาจเข้าใจธาตุกายสิทธื้ที่มาจากนอกโลกชนิดนี้ได้ จึงมีเรื่องราว อันเร้นลับอีกมากมายของเหล็กไหลที่มนุษย์ยังคงไม่รู้
 
ที่มา: http://thaimetalamulet.blogspot.com/

175: ตำนานลูกประคำ 108 เม็ด

ในปีพุทธศักราช ๒๒๕ คณะสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียได้ประชุมตกลงกันจัดส่งพระอรหันต์ เถระเดินทางออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในดินแดนต่างๆ ในการนี้ได้มอบหมายให้พระอรหันต์สองรูป คือ พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาและนำพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์มา ประดิษฐานในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีเมืองนครปฐมในปัจจุบันเป็นจุดศูนย์กลาง เมื่อได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวแล้ว พระอรหันต์เถระทั้งสองรูป จึงได้ออกเดินทางจากเมืองปาฏลีบุตรในประเทศอินเดียโดยนำพระบรมสารีริกธาตุมา ด้วยครั้นเมื่อเดินทางผ่านเมืองสะเทิมในประเทศมอญ พระอรหันต์เถระทั้งสองรูปได้พบกับพระฤษีสามองค์ ซึ่งพำนักบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ที่บริเวรภูเขาสุทัศน์คีรีใกล้เมืองสะเทิมคือ พระฤษีคุปตะ พระฤษีจุลละ และพระฤษีเทวิละ พระฤษีทั้ง ๓ องค์นี้ เมื่อได้เห็นพระจริยาวัตรและปฏิปทาอันงดงามของพระโสณเถระและพระอุตตรเถระก็ บังเกิดศรัทธาและความเลื่อมใสชักชวนกันไปกราบไหว้นมัสการ และซักถามพระอรหันต์เถระทั้งสองว่า ท่านเป็นศิษย์ของผู้ใด ใครคือพระศาสดาของท่านพระอรหันต์เถระทั้งสองก็ตอบว่าพระสมณโคดมศากยบุตรอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ของพวกเรา พระองค์คือพระศาสดาของพวกเราทั้งหลายพระฤษีสามองค์ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ขอร้องให้พระอรหันต์เถระทั้งสองรูป เล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพระพุทธศาสนาให้ฟัง พระอรหันต์เถระทั้งสองก็ได้อธิบายให้พระฤษีทั้ง ๓ องค์ฟังโดยละเอียด พระฤษีทั้ง ๓ องค์เมื่อได้ทราบว่าพระรัตนตรัยได้บังเกิดขึ้นในโลกนี้แล้วก็รู้สึกปิติ ยินดี แต่มีความเสียดายที่ไม่ได้พบเข่เฝ้าพระพุทธองค์ เพราะทรงเข้าปรินิพพานไปนานแล้วถึง ๒๒๕ปี จึงซักถามพระอรหันต์เถระทั้งสองต่อไปว่าพระรัตนตรัยทั้งสามมีคุณเท่าใด พระอรหันต์เถระทั้งสองก็อธิบายให้ฟังว่า คุณของพระพุทธเจ้ามีจำนวน ๕๖ ดังบทสวดพระพุทธคุณ (อิติปิโสภควา) คุณพระธรรมเจ้ามีจำนวน ๓๘ ดังบทสวดพระธรรมคุณ (สวากขาโต) และคุณพระสังฆเจ้ามีจำนวน ๑๔ ดังบทสวดพระสังฆคุณ (สุปฏิปันโน) เมื่อรวมกันแล้ว คุณพระศรีรัตนตรัยมีจำนวนทั้งสิ้น ๑๐๘

พระฤษีทั้ง ๓ องค์ได้ซักถามต่อไปว่า ในกัปของเรานี้จะยังมีพระพุทธองค์ใหม่เกิดขึ้นอีกหรือไม่ พระอรหันต์ทั้งสองได้อธิบายให้ฟังว่า ในขณะนี้เราอยู่ในภัทรกัป ซึ่งจะมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๕ พระองค์ พระสมณโคดมนี้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ในภัทรกัป ดังนั้นในกัปนี้จึงยังเหลือพระพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดขึ้นอีกหนึ่งพระองค์ คือพระศรีอริยเมตไตรย

ประวัติลูกประคำ ตำนานการสร้างเม็ดประคำ (อีกตำรา)


ลูกประคำมีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ว่า ลูกกลม ๆ ที่ร้อยด้วยเชือกเป็นสิ่งสำหรับชักเป็นคะแนนในเวลานั่งบริกรรมภาวนา แต่ทว่าลูกประคำตามความหมายและความรู้สึกของนักนิยมสะสมพระเครื่อง -เครื่องรางของขลังนั้น จะมีความหมายที่นอกเหนือไปจากคำจำกัดความ ดังกล่าวแล้ว นั่นก็คือลูกประคำยังเป็นเครื่องรางของขลังอีกชนิดหนึ่งที่นิยมพกพา หรือคล้องคอ เพื่อขอพุทธานุภาพในการคุ้มครองป้องกันภัย

สำหรับในด้านศาสนา ถือกันว่าเป็นเครื่องยังจิตใจ ให้เข้าสู่ภาวนาสมธิ เพื่อฝึกจิตตานุภาพให้แข็งแรง อดทนต่อการก่อกวนแห่งกิเลสทั้งปวง ที่มีให้พ้นไป ในทางพระเวทย์ ถือว่าลูกประคำเป็นเครื่องกำหนดคาบการภาวนาในการฝึกจิตหรือร่ายพระเวทย์วิทยาคมทั้งหลาย ให้เกิดพลังอำนาจขึ้นอีกเป็นทวีคูณ และในด้านวิชายุทธโบราณของจีนหรือกำลังภายในนั่นเอง ซึ่งลูกประคำเหล็กของหลวงจีนวัดเส้าหลินเอามาเป็นเครื่องป้องกันตัวจากคมอาวุธได้ และยังใช้ในการสวดภาวนารวมไปกับบักเต้า (เครื่องเคาะจังหวะ) ได้อีกด้วย

ผู้อ่านคงจะเห็นด้วยกับผู้เขียนว่า พระกิ่งธิเบต และพระกิ่งนอก มักจะสร้างพระไภสัชยะ คุรุมีประคำรอบพระศอไว้ด้วย ส่วนพระกิ่งของไทยเราได้ดัดแปลงเม็ดประคำให้เป็นริ้วจีวรเป็นเส้นลวดเกลี้ยง แทนเพราะประคำเป็นคตินิยม มหายาน และพราหมณ์ จะสังเกตเห็นพระบรมศาสดานั้น ไม่ทรงชักและใช้ประคำ เหตุเพราะพระองค์ทรงสำเร็จและหยั่งรู้เหนือกว่าการภาวนาชักประคำมากมายนัก

ลูกประคำนั้นแพร่หลายมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาในตำรับวัดป่าแก้ว ของสมเด็จพระนพรัตน์นั้นระบุว่าได้มีการสร้างประคำดาบปราบหงสาวดี ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อทรงออกศึกกู้ชาติในยามที่ทรงสิ้น พระชนม์ชีพ เมืองหาง ก็ทรงมีประคำคล้องติดพระศอ อยู่อย่างแนบแน่น เพราะทรงนับถือสมเด็จพระนพรัตน์เป็นอาจารย์องค์สำคัญ

ลูกประคำมีมาตรฐานกำหนดเม็ดประคำ นับจากลูกปลายล่างสุดจนจรดปมที่ผูกมัดร้อยด้วยประคำรวมกันได้ 108 เม็ด จำนวน 108 เม็ดนี้ถือว่าเป็นเลขมงคลทั้งพุทธ และพราหมณ์ไปจนถึงอาถรรพณ์เวทย์ พระอรหันต์ 108 รูป สวดสาธยายพระคาถา 108 จบ ว่า 108 ชนิด ถ้าพูดถึงอะไรก็ตามที่ลงด้วย 108 แล้วจะขลังดีขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

ลูกประคำนั้นตามตำรับโบราณจะต้องใช้ว่านมงคล 108 มาบดผสมกับเครื่องยาจินดามณีเสียครั้งหนึ่งก่อน จึงจะโยงยึดด้วยรักหรือปูนนั้น และจึงเจาะรูตรงกลาง ด้วยการเอาแผ่นเงินหรือแผ่นทองมาลงอักขระม้วนเป็นตะกรุด เสียบเข้าไปเป็นแกนกลางสำหรับร้อยเชือกส่วนเชือกนั้นต้องใช้ไหมเจ็ดสีมา ควั่นเป็นเชือกร้อยตรงปลายสุด ปั่นให้ฟูและถักเป็นพู่ให้สวยงามแต่ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นการใช้ผงใบลาน เผาคลุกรัก และวัสดุอื่นจนในปัจจุบันนี้กลายเป็นประคำชนิดต่าง ๆ ทั้งไม้จันทน์ ทั้งพลาสติก และลูกประคำสำเร็จรูป

ยังมีประคำอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีขนาดเล็กเรียกกันว่าประคองแขนคือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง พอที่จะสวมข้อมือ แล้วรูดขึ้นไปไว้บนต้นแขนคล้ายกับเชือกคาด และประคำมือ คือมีขนาดเล็กสวมที่มือไม่ได้ แต่เอาสวมไว้กับตัวนิ้วโป้ง ใช้สำหรับนักดาบ ท่านผู้อ่านท่านใดได้เคยไปนมัสการ หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี จะสังเกตเห็นว่าท่านมีอยู่พวงหนึ่ง และติดมือของท่านอยู่เสมอใช้นั่งทำภาวนาของท่านและยังมีของ สำนักวัดมะขามเฒ่า หลวงปู่ศุข นั่นเองที่ขึ้นชื่อลือชามากเพราะมีข้าราชการขอให้ท่านสร้างให้อย่างมากมาย ถือได้ว่าเป็นเครื่องรางที่สร้างยากและมีอานุภาพมาก

ส่วนใหญ่ประกอบด้วยวัสดุที่ใช้ทำ ดังนี้

1. กะลามะพร้าวตาเดียว กลึงเป็นรูปกลมเจาะรูตรงกลาง
2. งาช้าง (งากำจัด) กลึงเป็นรูปกลม เจาะรูตรงกลาง
3. เขี้ยวหมู เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมูตัน และเขี้ยวจระเข้ นำมากลึกเป็นรูปกลมเจาะรูตรงกลาง

เมื่อนำสรรพสิ่งที่ว่ามารวมกันแล้วท่านว่ามีศิริอานุภาพของประคำใช้ป้องกัน เขี้ยวงาศาตราวุธ และป้องกันการกระทำคุณไสยใช้ภาวนาเป็นคาถาแคล้วคลาด และนำติดตัวเป็นเสน่ห์ ส่วนการร้อยเรียงจะมีกะลาเป็นส่วนใหญ่ คั่นด้วยงาเขี้ยวจนครบ 108 เม็ด จะคั่นเหมือนกันทุกพวง และได้รับความนิยมจากนักสะสมพระเครื่องของขลังเป็นอย่างยิ่งจนทุกวันนี้ ส่วนราคาเป็นหลักหมื่นขึ้นไป ของเทียมก็มีแต่งา และความแห้งของกะลาไม่มี ต้องพิจารณาหน่อย และที่ปลายพวงส่วนใหญ่จะเป็นงากลึง

คาถาอาราธนาไม่มีเฉพาะเจาะจง แต่อาจจะใช้แบบรวม คือ ตั้งนะโม 3 จบ และระลึกถึง คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ก่อนจะนำติดตัวให้ว่า สาธุพุทธยัง อาราธนานัง ธัมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธนานัง อุกาสะ อาราธนานัง อิมังกายะพันธะนัง อธิษฐาน มิ