วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

81: พระแม่โพสพ



กำเนิดแม่โพสพ เจ้าแม่แห่งข้าว
แม่โพสพ เป็นเมล็ดข้าวประเสริฐสุด เป็นเทพีกลางท้องทุ่งนา ผู้ทรงอานุภาพศักดาเรืองฤทธิ์ ช่วยชุบชีวิตมนุษย์ให้ยืนยาง มีน้ำม่นวลผิวพรรณผ่องใส ช่วยสำรองท้องให้อิ่มหมีพีมัน อีกทั้งเสริมเพิ่มพลังกายามีเรี่ยวมีแรงขมีขมัน แบกหามตรากตรำงานหนักได้ทุกวี่ทุกวัน ก็ด้วยเมล็ดข้าวแม่โพสพนี่แหละ แม่ผู้มีบุญคุญล้ำเลิศ สงเคราะห์ลูกผู้ทุกข์โศก มิต้องอนารร้อนใจ ตราบจนชั่วชีวิต

โอม..แม่โพศรี แม่โพสพ แม่นพดารา แม่จันทร์เทวี แม่ศรีโสภาได้เลี้ยงลูกมา ใหญ่กล้าเพียงนี้ลูกขอบวงสรวงด้วยพวงมาลี ธูปเทียนอัคคี ตามมีบูชาลูกขอนี้ไซร้ ขอยกบุญคุณ แม่โพสพ ขึ้นนบนอบเหนือเศียร

ตำนานหนึ่งเล่าว่า มีฤาษีมหากระไลย์โกฏอยู่สันโษในอรัญ บำเพ็ญพรหมขันธุ์ในกุฏิ เพลาหนึ่งเกิดอสุนีฟ้าฟาด อากาศวิปริตโกลาหล ฟ้าฝนก็ตกลงมามิหยุดหย่อน มีเมล็ดข้าวปลิวว่อนกระจาย พอฟ้าฝนหายฤๅษีก็เห็นเป็นอัศจรรย์ จึงจัดสรรนำไปปลูกริมฝั่งนทีสระน้ำ ฝนชะตลอดมา จนข้าวกล้าแตกรวง

กาลล่วงเข้าฤดูหนาว เมล็ดข้าวก็แก่จัด พระฤๅษีก็โสมนัสยิ่งนัก ครั้นจะนำมากินก็กริ่งเกรงจะเบื่อเมา อันตัวเราก็พึ่งพบคราวนี้ คราวหนึ่งสกุลณีสกุณามาเป็นหมู่ บินจู่โจมกินข้าวสาลี ฤๅษีเห็นดังนั้นพลันรู้ว่า หมู่ปักษามิได้ตายวายชีวิต ก็คิดว่าคงเป็นอาหารอันโอชารส พระดาบสจึงเก็บพันธุ์ข้าวไว้เพาะปลูกกระจายลูกหลานเหลน ได้เป็นอาหารของมนุษย์สุดประเสริฐ โดยกำเนิดขององค์ดาบส ตราบเท่าทุกวันนี้

ในขณะที่ ตำนานเรื่องแม่โพสพ ฉบับชาวพัทลุง ได้บอกเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจของ เจ้าแม่แห่งข้าว เอาไว้ดังนี้ กล่าวคือ นานมาแล้ว มีเทพธิดาองค์หนึ่ง เป็นเทพธิดาแห่งข้าว อาศัยอยู่บนสวรรค์ มีความประสงค์จะให้มวลหมู่มนุษย์ทั้งหลายนี้มีข้าวกิน จึงจำแลงกายลงมาบนโลก ในร่างของหญิงชรา อันนำพาห่อผ้ามาด้วย ซึ่งในห่อผ้านี้เอง มีเมล็ดพันธุ์ข้าวอยู่

หญิงชราเดินไปในหมู่บ้าน มีแต่ผู้คนรังเกียจ จนไปพบกระท่อมเก่าๆ หลังหนึ่ง ซึ่งมีผัวเมียผู้ใจบุญ แต่ยากไร้ซึ่งเงินทอง อาศัยให้ที่พักพิง หญิงชราซึ้งในน้ำใจของผัวเมียคู่นี้ จึงมอบห่อผ้าที่มีเมล็ดข้าวอยู่ข้างในให้ โดยบอกให้เอาเมล็ดข้าวนี้ไปโปรยลงสู่พื้นดิน

เมื่อเมล็ดข้าวได้รับน้ำ ก็เกิดความชุ่มชื่น เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ออกรวงแล้วก็สุก และนำมากินเป็นอาหารได้ หญิงชราจึงให้ผัวเมียเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวนี้ไปแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านในหมู่ บ้าน แล้วบอกว่า นี่คืออาหารที่ใช้กินต่อไปในภายภาคหน้า เมื่อพูดจบหญิงชราก็หายตัวไป

ต่อจากนั้น เมื่อถึงเดือนหกฝนก็เริ่มตก ชาวนาจะแรกไถนา และทำพิธีอัญเชิญแม่โพสพลงมาเพื่อช่วยดูแลรักษาต้นข้าว ต้องมีพิธีเรียกขวัญข้าว การกระทำทุกอย่างนี้ เพื่อตอบแทนคุณ และบูชาแม่โพสพ ที่ให้ข้าวแก่มนุษย์กิน จวบจนปัจจุบัน

แม่โพสพ เทวีแห่งข้าว
คนไทยได้เรียนรู้ว่าข้าวเป็นของมีคุณ เป็นพืชที่เลี้ยงชีวิตเผ่าพันธุ์ไทยยั่งยืนมาแต่โบราณกาลจนสืบเชื้อสายอยู่ มากมายในปัจจุบัน เมื่อใดที่อยู่ในสภาพ "ข้าวเหลือเกลืออิ่ม" ประชาชนก็จะมีความสงบสุข แต่เมื่อเกิดข้าวยากหมากแพง ประชาชนก็จะหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความทุกข์ ในเมื่อข้าวมีความสำคัญต่อชีวิตคนไทย คนไทยจึงมีความกตัญญูต่อข้าว ยกย่องข้าวเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าในข้าวมีวิญญาณ ข้าวเรียกว่า "แม่โพสพ" สถิตอยู่
ฉะนั้นผู้เฒ่าผู้แก่จึงสั่งสอนว่ามิให้เหยียบย่ำข้าว มิให้สาดข้าวหรือทำข้าวหก กินข้าวเสร็จแล้วก็สอนให้ไหว้แม่โพสพขอบคุณ แม้การมหรสพของชาวบ้านยามเมื่อร้องบทไหว้ครูก็จะมีการร้องระลึกคุณแม่โพสพ ไว้ด้วย ดังบทไหว้ครูเพลงเรือบทหนึ่งมีความว่า
.......จะ ยกบายศรีขึ้นสี่มุม ลูกจะไหว้พระภูมิ ที่มา ไหว้ทั้งแม่ข้าวเจ้า ทั้งพ่อข้าวเหนียว เสียเเหละเมื่อลูกนี้เกี่ยวกันมา ลูกจะไหว้โพสพ สิบนิ้วนอบนบ นิ้วหน้า ขอให้มาปกปักรักษาลูก ขออย่าให้มีทุกข์เลยหนา ขอให้มาเป็นมงคลสวมบนเกศา กันแต่เมื่อเวลานี้เอย....


เรื่องเล่าเกี่ยวกับแม่โพสพมีเล่ากันทุกภาค มีความแตกต่างกันเป็น ๒ แนว คือ นิทานภาคกลางและภาคใต้มีเรื่องตรงกันแนวหนึ่ง อีกแนวหนึ่งเป็นนิทานของภาคเหนือและภาคอีสาน

ตำนานแม่โพสพของภาคกลางและภาคใต้
แม่โพสพเป็นเทวีแห่งข้าว มีพาหนะเป็นปลากรายทองและปลาสำเภา ในวันหนึ่งที่เมืองไพสาลี กลางสโมสรสันนิบาต มนุษย์ได้ปรึกษากันว่าระหว่างพระพุทธเจ้ากับแม่โพสพใครมีคุณมากกว่ากัน ที่ประชุมต่างพากันกล่าวว่า คุณพระพุทธเจ้าใหญ่กว่า แม่โพสพและพระเพชรฉลูกรรณได้ฟังดังนั้นก็ข้องใจว่าเรารักษามนุษย์อยู่ มนุษย์ไม่เห็นความดี จึงทรงปลากรายหนีไปยังป่าหิมพานต์เขาคชกูฎ เมื่อแม่โพสพจากไปก็เกิดความอดอยากขึ้นในโลกมนุษย์ ทำไร่ไถนาไม่มีข้าวมีแต่แกลบ มนุษย์จึงชวนกันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า







พระพุทธเจ้าให้พระมาตุลีไปเชิญนางกลับมา พระมาตุลีตามไปจนถึงเขาทบกันก็ไปไม่ได้ จึงใช้ให้ปลาสลาดไปตามต่อจนพบ ปลาสลาดได้อ้อนวอนขอให้นางกลับคืนโลก นางตอบว่า อยู่ที่นี่เราสบาย ถ้าจะไปใจแม่หายเพราะเขาไม่รู้บุญคุณ แม่จะให้แต่เมล็ดข้าวไปรักษาแก่ฝูงคน เมื่อเก็บนึกถึงเรา เราจะไปปีละหน เก็บเกี่ยวแล้วให้ทำขวัญ นางได้มอบเมล็ดข้าว ๗ เมล็ด (บ้างก็ว่า ๙ เมล็ดไปทำพันธุ์ พระเพชรฉลูกรรณให้ให้แม่เหล็ก ๑ อัน สำหรับตั้งพร้า นางยังสั่งด้วยว่า เมื่อมนุษย์ทำไร่ไถนา เมื่อข้าวใกล้สุกก็จัดให้มีพิธีทำขวัญให้แต่งด้วยข้าวขวัญและด้วยเหตุที่ปลา สลาดเป็นผุ้บอกทางที่นางซ่อนแก่พระมาตุลี นางจึงสั่งให้นำปลาสลาดมาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยด้วย ปลาสลาดก็ลากลับมาเล่าให้พระมาตุลีฟังตามคำแม่โพสพ พระมาตุลีรับเมล็ดข้าวแล้วก็เหาะกลับ ในระหว่างทางพระมาตุลีจึงหยุดพักอาบน้ำ นกกระจาบได้แอบลักเมล็ดข้าวสองเมล็ดบินหนี ข้าวสองเมล็ดนั้นได้ตกลงมายังโลกมนุษย์กลายเป็นข้าวผี พระมาตุลีนำเมล็ดพันธุ์ข้าวถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงเรียกมนุษย์มาพร้อมกัน ทรงอธิบายให้มนุษย์ฟัง และแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่มนุษย์ ตั้งแต่นั้นมาเมื่อข้าวใกล้สุก มนุษย์จะทำขวัญเชิญแม่โพสพเป็นประจำทุกปี

ตำนานเรื่องแม่โพสพ ฉบับชาวพัทลุงได้บอกเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจของเจ้าแม่แห่งข้าว เอาไว้ดังนี้ กล่าวคือ นานมาแล้วมีเทพธิดาองค์หนึ่งเป็นเทพธิดาแห่งข้าวอาศัยอยู่บนสวรรค์มีความ ประสงค์จะให้มวลหมู่มนุษย์ทั้งหลายนี้มีข้าวกิน จึงจำแลงกายลงมาบนโลกในร่างของหญิงชราอันนำพาห่อผ้ามาด้วย ซึ่งในห่อผ้านี้เองมีเมล็ดพันธุ์ข้าวอยู่ หญิงชราเดินไปในหมู่บ้านมีแต่ผู้คนรังเกียจ จนไปพบกระท่อมเก่าๆหลังหนึ่งซึ่งมีสองผัวเมียผู้ใจบุญแต่ยากไร้ซึ่งเงินทอง อาศัยให้ที่พักพิง หญิงชราซึ้งในน้ำใจของผัวเมียคู่นี้ จึงมอบห่อผ้าที่มีเมล็ดข้าวอยู่ข้างในให้ โดยบอกให้เอาเมล็ดข้าวนี้ไปโปรยลงสู่พื้นดิน เมื่อเมล็ดข้าวได้รับน้ำ ก็เกิดความชุ่มชื่น เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ออกรวงแล้วก็สุก และนำมากินเป็นอาหารได้ หญิงชราจึงให้สองผัวเมียเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวนี้ไปแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านในหมู่ บ้าน แล้วบอกว่านี้คืออาหารที่ใช้กินต่อไปในภายภาคหน้า เมื่อพูดจบหญิงชราก็หายตัวไป ต่อจากนั้นเมื่อถึงเดือนหกฝนก็เริ่มตก ชาวนาก็จะแรกไถนา และทำพิธีอัญเชิญแม่โพสพลงมาเพื่อช่วยดูแลรักษาต้นข้าว ต้องมีพิธีแรกขวัญข้าว การกระทำทุกอย่างนี้ก็เพื่อตอบแทนคุณและบูชาแม่โพสพที่ให้ข้าวแก่มนุษย์กิน จวบจนปัจจุบัน

ตำนานแม่โพสพของภาคเหนือและภาคอีสาน

วันหนึ่งลูกชายเศรษฐีหลงทางเข้าไปในป่าพบปลากั้งซึ่งอยู่กับนางโพสพ ปลากั้งพาไปไหว้นาง ลูกเศรษฐีได้อ้อนวอนให้นางคืนสู่เมืองมนุษย์ นางขัดอ้อนวอนไม่ได้จึงกลับมาโลกอีก ลูกเศรษฐีสำนึกในบุญคุณของนางจึงชักชวนมนุษย์ให้ยกย่องนับถือนาง

ต่อมาอีกพันปี มีชายโลภมากผู้หนึ่งสร้างยุ้งฉางเก็บข้าวไว้กินแต่ผู้เดียว แม่โพสพโกรธจึงหนีกลับไปอยู่ถ้ำในป่าอีกทิ้งให้มนุษย์อดอยากเป้นเวลาหลาย ร้อยปี เทวดาเล็งเห็นความทุกข์ยากจึงอ้อนวอนให้แม่โพสพกลับคืนมา พร้อมกันนั้นก็สอนให้มนุษย์รู้จักนับถือข้าว รู้จักทำขวัญข้าว
นิทานของชาวลื้อในภาคเหนือบางสำนวนเล่าว่า ในสมัยพระพุทธเจ้า นางขวัญข้าวถูกไล่จึงไปอยู่ถ้ำกับพวกครุฑนาค ต่อมาชาวเมืองอดข้าวจึงได้ทำพิธีเชิญแม่โพสพกลับเมือง

จากตำนานนิทานในท้องถิ่นต่างๆ จะเห็นได้ว่าความเชื่อเรื่องแม่โพสพเป็นความเชื่อดั้งเดิมของคนไทย ก่อนหันมารับนับถือพุทธศาสนา นิทานของชาวลื้อแสดงให้เห็นร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเมื่อหันมา นับถือพุทธศาสนาและขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิม นิทานของชาวภาคกลางและภาคใต้แสดงให้เห็นชัยชนะของพุทธศาสนาเหนือศาสนาดั้ง เดิม (แม่โพสพ-เทวีแห่งข้าว และพระเพชรฉลูกรรณเทพแห่งช่าง เป็นเทพซึ่งชาวบ้านนับถือ) และแสดงให้เห็นการประนีประนอมระหว่างความเชื่อทั้งสอง ทั้งนี้ทั้งนั้นก้เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญของชุมชน


บทเชิญขวัญแม่โพสพ
ทุกวันนี้ก็ยังคงมืดมน ไม่ทราบชัดว่าผู้ใดเริ่มรจนาเรื่องราววของแม่โพสพ อาจมีเค้ามาตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เมื่อ 700 ปีก่อน ดังปรากฏสำนวนว่า "ในน้ำมีปลาในนามีข้าว" อยู่เป็นหลักฐานบนหลักศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่หนึ่ง ที่เชื่อกันว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราช โปรดจารึกขึ้น ยังมีข้อความพิศดารปรากฏอยู่ด้วย กล่าวว่า มีพระขพุงผี เทพยดาในเขาอันนั้น(เขาหลวง)เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ผิวไหว้บ่ดีพลีบ่ถูแ ผีในเขาอันนั้นบ่คุ้ม บ่เกรงเมืองนี้หาย กาลครั้งนั้น คงมีแต่ พระขพุงผี ผู้เป็นใหญ่เท่านั้น

บทเชิญขวัญแม่โพสพ โบราณาจารย์ท่านว่าไว้ดังนี้ ศรี ศรี วันนี้เป็นวันเลิศลม ข้าขอเชิญขวัญแม่พระโพสพ ในนา จะเข้ามาอยู่ในยุ้งฉางวันนี้ ขวัญแม่อย่าหนีตื่นตกใจ เมื่อลมพัดสะบัดใบใม้ร่วงหล่น ขวัญแม่อย่าได้หนีจรดลเที่ยวหนี อย่าได้หลงกินนรีร่ายรำ ขวัญแม่อย่าได้ถลำในไพรพฤกษ์ แม้สัญจรอยู่ในห้วงลึกก็กลับมา ขวัญแม่อย่าได้หลงชมสิงสาราสัตว์ แม้ถูกเขี้ยวตระหวัดอย่าตกใจ แม้จะถูกไถคราด ถูกฟัดฟาดลงกลางดิน ถูกขบกินเป็นอาหารมวลมนุษย์ ขวัญแม่อย่าได้รุดหน่ายหนี จงอยู่เป็นศรีในยุ้งฉาง ขอเชิญแม่นางชมบายศรี ซึ่งมากมีทั้งคาวหวานสารพัด เจ้าของได้จัดมาสังเวยบวงสรวง ขอให้ลาภทั้งปวงเกษมสันต์ มีเงินทองอนันต์ยิ่งนัก มีความรักมั่นคงสถาพร พ้นจากความเดือดร้อนทั้งปวง ไม่มีอุปสรรคมาขัดขวางทางเดิน ขอให้มีแต่สรรเสริฐลาภยศ มีลูกปรากฏเกียรติขจร มีหมอนหนุนอุ่นใจไม่หน่ายหนี ทั้งพาชีโคกระบือมากมาย มีข้าทาสหญิงชายไว้ใช้สอย มีข้าวร้อยเกวียนเต็มยุ้งฉาง เป็นขุนนางปรากฏปรากฏยศลือชา มีลูกยาเสียแต่วันนี้ ท่านจะเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ขอให้มีเมียสวยรวยทรัพย์ อย่าได้ยกอับหม่นหมองมีแก้วแหวนเงินทองเอนกอนันต์ มีสุขสันต์ทุกวันคืนด้วยเดชแห่งพระแม่โพสพ เป็นที่เคารพของปวงประชาได้อาศัยเลี้ยงชีวาไม่หิวโหย ได้กอบโกยซึ่งเงินทอง สิ่งใดที่คะนองทำล่วงเกิน เหมือนย่ำโดยบังเอิญไม่เจตนา ขอให้แม่โพสพอย่าได้โกรธหน้าบึ้ง ขอให้เป็นที่พึ่งของมวลมนุษย์สืบไปเทอญ ลั่นฆ้อง 3 ที โห่ร้องเอาชัย

"แม่โพสพ" ตามสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า "เทวดาประจำพืชพันธุ์ธัญญาหารทั้งปวง" มวลมนุษยชาติเชื่อถือ และกราบไหว้บูชามาตั้งแต่ครั้งโบราณของชาวไทย ลาว และละแวกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา บูชาเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญชาติ ที่เพาะปลูกตามฤดูกาล โดยจะทำพิธีบูชาแม่โพสพ ด้วยอาหาร มี ข้าวปากหม้อ กล้วย อ้อย เป็นต้น

แม่โพสพเป็นสตรีเพศ ร่างงาม แต่งกายด้วยผ้าผ่อนแพรพรรณสมัยโบราณห่มสไบเฉียง นุ่งผ้าจีบชายกรอมลงมาถึงปลายหน้าแข้ง ทรงเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ตระการตา ไว้ผมยาวสลวยประบ่า มีกระจังกรอบหน้า คล้ายมงกุฎ และจอนหูงอนชดช้อย มือข้างหนึ่งชูรวงข้าว ส่วนอีกข้างถือถุงโภคทรัพย์เต็มถุง ประทับนั่งพับเพียบ เรียบร้อย แบบแพนงเชิงอย่างไทยโบราณ

คนผู้ใหญ่แต่เก่าก่อนนับถือแม่โพสพมาก มักกราบไหว้ท่านก่อนเปิบข้าวคำแรกเข้าปาก และสั่งสอนลุกหลานให้นั่งล้อมวงเปิบข้าวพร้อม ๆ กัน และต้องสำรวมกิริยามารยาทระหว่างเปิบข้าวให้เรียบร้อยอย่าให้มีเม็ดข้าวหาย หกตกหล่น แม้ข้าวเหลือก้นจานสังกะสีก็ต้องกินให้หมด ห้ามเททิ้งลงถึงโสโครกให้เอาใส่ปากหม้อข้าวทับบนข้าวที่หุงมื้อต่อไป หรือไม่ก็ต้องนำไปผึ่งแดด ทำเป็นข้าวตากแห้งเอาไว้ เคยเห็นป่าย่ากินข้าวอิ่มหนำสำราญแล้ว ต้องยกมือไหว้เพื่อสำแดงความกตัญญูรู้บุญคุณข้าว จึงต้องขอบคุณท่าน เหล่าชาวนา เมื่อแรกทำนา จนกระทั่งถึงเวลาไถคราด เก็บเกี่ยวรวงข้าวด้วยเคียวเหล็ก ก็จะต้องประกอบพิธีเซ่นบูชาแม่โพสพทุกระยะไป เช่น ก่อนหน้าเวลาฤกษ์แรกนาจะปลูกศาลเพียงตา สูงระดับสายตาคนขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่ง ที่กำหนดไว้เป็นที่แรกนา ตระเตรียมเครื่องสังเวยบูชาแม่โพสพให้ครบถ้วน พร้อมทั้งกล่าวคำขวัญเป็นถ้อยคำไพเราะอ้อนวอนแม่โพสพให้คุ้มครองรักษาต้น ข้าว ขอให้ปีนี้จงทำนาได้ผล ไม่ว่าจะเป็นนาหว่าน นาดำ เพราะแม่โพสพเป็นหญิงขวัญอ่อนง่าย ต้องทำพิธีเรียกขวัญเสมอ พอเริ่มลงมือไถพรวนดินทำนา ทอดกล้า ซึ่งต้องเอาข้าวแม่โพสพที่ไปเรียกเชิญเอามาจากนา เมื่อครั้งเก็บเกี่ยวปีผ่านมา นำเอามาปนพอเป็นกิริยา เพื่อให้ "ข้าวปลูก" มีเชื้อเป็นชีวิตจิตใจ ขอให้ลุล่วงขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อแสดงว่าข้าวเริ่มต้นทำงานแล้ว ดังนี้ ถ้าเป็นนาดำใช้เมล็ดข้างเปลือกที่คัดเลือกไว้ทำพันธุ์แล้ว เก็บไม่นานเกิน 1 ปีไปแช่น้ำหนึ่งวันแล้วพรมน้ำ 1 วัน จนได้ข้าวแตกหน่อ แตกรากออกมา นำไปหว่านในแปลงนาที่เตรียมดินดีแล้ว รอจนเจริญเติบโต หย่อนรากลงดินแตกใบจึงถอน แล้วนำ "กล้าตั้งหน่อ" เหล่านี้ไปปักดำในที่ที่ตระเตรียมไว้อีกแห่ง กล้าตะแตกใบ ลำต้นค่อย ๆ ดต สูงขึ้นทุกทีพอ 7 วัน หลังจากปักดำในนาที่มีน้ำขังไว้ ยอกใบจะสุงจนเรียกว่า ข้าวถอดหางไก่ พอ 20 วัน ใบเก่าจะหลุดกลายเป็นข้าวแตกกอ ในระยะนี้แหละ ข้าวจะสูงขึ้นเป็นปล้อง เรียกว่า ข้าวแต่ง พอลำต้นเติบโตเต็มที่ ก็จะส่งยอดใบชูสลอนเรียกว่า ข้าวซดมาน ข้าวมา หรือ ข้าวท้อง ก็เริ่มตั้งแต่ท้องอ่อน ๆ จนถึงท้องแต่งตึง ท้องใหญ่ขึ้นทุกทีจยเริ่มโผล่ให้เห็นปลายรวง ข้าวที่รวงโผล่จากกายห่อมีลักษณะคล้ายคนยิงฟัน ก็เรียกว่า ข้าวยิงฟัน ชาวอีสานเรียกว่า ข้าวยิงแข่ว (ยิงฟัน) ครั้นพอข้าวโผล่รวงพ้นจากกาบห่อหมดสิ้นทั้งแปลงเรียกว่าข้าวสุ่ม ข้าวจะเริ่มมีน้ำนมจากเมล็ดที่ปลายสุดของรวงขข้าว พอรวงข้าวโตมีน้ำหนัก เพราะมีน้ำนมแต่งตึงมาก ทำให้ปลายรวงค้อมต่ำลง

ขณะที่ข้าวทุกเมล็ดเต่งตึงเต็มที่ ก็เริ่มแข็งตัวเป็นข้าวสารอ่อน ๆ และต่อมาเปลือกเมล็ดเริ่มมีสีเหลืองทั่วท้องทุ่งจะมีสีเหลืองอร่ามดุจดัง "ทุ่งรวงทอง" วันที่ข้าวสารอ่อนก็คือ ข้าวเม่า ชาวนาเก็บเกี่ยวส่วนหนึ่งมาตำในครกกระเดื่องได้เป็น ข้าวเม่า นิ่ม ๆ นำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ พร้อมกับกล้วยไข่สุก อุทิศส่วนกุศลให้ "ตากับยาย" บรรพบุรุษผู้เคยทำนามาก่อนถื่อว่าเป็นผู้ที่มีส่วนให้กำเนิดข้าว พอข้าวแต่ละเมล็ดบนต้นแข็งตัวเต็มที่ จะมีเปลือกสีเหลืองอร่าม ใบชั้นล่างเริ่มเหี่ยวพับลงทาบกับลำต้น ก็ถือว่า ข้าวสุก ดีแล้ว รอสักหนึ่งหรือสองสัปดาห์ก็เริ่มเกี่ยวข้าวหมดทั้งแปลงภายในวันเดียวกัน เมื่อผ่านการฝักข้าวแล้วก็จะได้ เมล็ดข้าวเปลือก นำไปสีที่โรงสีไฟ ก็ขัดผิวเปลือกภายนอกออกจนเหลือ ข้าวสาร สีขาวที่เรียกว่า ข้าวเจ้า ที่มีเมล็ดเรียวยาวงดงาม นับเป็นอาหารหลักของคนไทยทั้งชาติยกย่อง เป็นสุดยอดแห่งความโอชะ เปิบข้าวที่ไหนๆ ก็เอร็ดอร่อยสู้ข้าวไทยไม่ได้เลย

80: สร้อยประคำเพชรตาเสือ

 
สร้อยประคำปล้องอ้อยทำจากเพชรตาเสือ มี 40 เม็ด (ร้อยใหม่ เพราะเส้นเก่าปลายสายหลุดบนที่นอน) อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ไม่มีสร้อยประคำเหล็กไหล และปรารถนาจะนับประคำให้ได้ประมาณ 35-45 ตามอายุขัย หุหุ

สร้อยประคำเส้นนี้มีเพียง 1 เส้นในร้านเดียวกันที่แม่สอด ผมถามทวนกับพ่อแม่ครูอาจารย์ถึงสองครั้งว่าดีแน่นะครับ หึหึ ท่านก็ยังยืนยันไม่เปลี่ยนแปลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวแหวนที่ทำมาจากเพชรตาเสือ ได้มาจากย่านถ้ำแก้วโกมลนั่นก็ไม่แตกต่างกันเลย

ทำเอาผมรู้สึกว่าตัวเองจักใกล้เกลือกินด่าง หลงติดไปในกระแสแห่งวัตถุนิยมที่เขาตีค่าอัญมณี(มณีนพเกล้า) ว่าเป็นของดีมีมงคลเลิศ มูลค่าก็เลยสูงขึ้นตามมนุษย์กำหนดขึ้น แต่ทว่าของดีมีฤทธิ์ในตัวทั้งในและนอกให้เราสัมผัสได้ รู้เห็นด้วยตาเนื้อ เรากลับมองค่าต่ำไป ทั้งๆที่ภายในนั้นสูงยิ่งนัก เพียงแต่รอเวลาอันเหมาะสมให้ผู้รู้ท่านเดินทางมาพบเห็น แล้วชี้แนะว่าสิ่งนี้ดี สามารถหยิบฉวยมาครอบครองในโลกสมมุตินี้ได้ แต่อย่าไปยึดติดเขาไว้โดยตลอด เพราะในอีกวันหนึ่งข้างหน้าต่างก็จากกันไป (ท่านยังบอกต่อว่า...ถึงไม่มีใครพบเห็นเขา เขาก็มีค่าอยู่ในตัวของเขา)

ซึ่งก็ไม่ต่างจากร่างกายที่เราครอบครองเขาเพื่อเรียนรู้,สะสมบารมีอยู้นี้ กอปรไปด้วยเชื้อโรค จุลินทรีย์ เซลล์ต่างๆประกอบกันขึ้นมาผ่านธาตุทั้งสี่ มีวิญญาณ มีดวงจิต มีกิเลสคุม เมื่อถึงเวลา...หากไม่สามารถละกิเลสและกายให้สิ้นได้ ก็ต้องจากกันไปสู่กามภพข้างหน้า อันมีกรรมของเราเป็นเครื่องกำหนดเป้าหมายปลายทางว่าจะไปในทิศเบื้องสูงหรือลงสู่เบื้องต่ำ ดังนั้นจงชำระล้างกิเลสส่วนเกินให้เบาบางที่สุด ให้หมุนชำระล้างเรื่อยๆโดยอาศัยพละทั้ง 5 เป็นกำลังขับเคลื่อนไปตามทิศทางแห่งพระธรรมจักร แล้วใจเราจะได้ไม่หนักหน่วงจนร่วงลงสู่อบาย
เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว...ก็พลอยระลึกนึกถึงพระธรรม อันเป็นของดีคู่โลก รอวันและเวลาที่พระพุทธเจ้าท่านเสด็จลงมาอุบัติ ทรงค้นพบ แล้วนำมาพร่ำสอนให้พวกเราปฏิบัติตาม ก็จักพ้นไปจากกามภพทั้งสามนี้ กล่าวคือความพ้นไปจากทุกข์ทั้งมวล เมื่อพ้นไปแล้วท่านก็ไม่ได้นำพระธรรมกลับไปด้วย ก็ยังทรงทิ้งไว้ให้เหล่าเวไนยสัตว์ได้อาศัย ศึกษา ปฏิบัติตามท่านต่อไป
ความมีพระมหากรุณาธิคุณ พระมหาปัญญาธิคุณ และพระมหาวิสุทธิคุณของพระพุทธเจ้าหรือเหล่าพระโพธิสัตว์ที่ซึ่งต่อไปก็จักมาเป็นพระพุทธเจ้าเฉกเช่นกันนั้น...สุดประมาณ หาประมาณมิได้ครับเพื่อน นรธ.ทั้งหลาย ยิ่งเราปฏิบัติไปเรื่อยๆเห็นธรรมไปเรื่อยๆเราจักรู้พระคุณของท่านมากตามไปเรื่อยๆเช่นกัน

เผยแพร่เมื่อ: 24-11-2011, 08:52 AM
คดไม้สักหรือเพชรตาเสือกับเหล็กไหล
ประจุในพระพิมพ์สำคัญองค์เขื่องของท่านวังหน้า

เพชรตาเสือของท่าน ดร.นนต์
- สร้อยประคำ(ยังไม่ได้ร้อย)
- จี้เงินหมูคาบแก้ว
- พญามังกรจีน (ด้านหลังสวยมาก)

ต้องใช้ flash,หลอดไฟส่องหรือแสงแดดช่วย จึงจะพบประกายในเพชรตาเสือ
แอบซ่อนความงดงามไว้...หรือคมในฝักก็มิปาน
ของคู่กาย...ระหว่างการทำงานต่างถิ่น

สร้อยประคำเพชรตาเสือ...ย่อลงมาเหลือเพียงประคำข้อมือ
ปล:
- ร้อยเองด้วยนะเนี่ย...
- วงข้างใน เช้านี้ทดลองให้น้องใส่ไปขายของวันแรก...ถล่มทลาย
แถมได้รางวัลมาอีก จนสงสัยว่า...ฟลุคหรือเปล่าเนี่ย...หุหุ
แสงบางแสงก็ไม่ใช่...เสมอไป
แสงบางแสงใช่นะ...อย่ามองข้ามไป
********************************
เห็นจะเพราะบารมีท่านพิเชฐ ที่ทำให้ได้พบประคำมือเพชรตาเสือชนิดคัดพิเศษ
(เกรด A+ ขนาด 14 mm/14 เม็ด) ราคาก็แพงกว่าเกรดต่ำสุดประมาณ 5 เท่า

สำหรับรูปที่ show นี้เป็นของผมครับ ขนาดจะเล็กกว่าของท่านพิเชฐ 1 size
แต่เส้นนี้สวยน้อยกว่าเยอะ (ต้องขอให้ครูชาติถ่ายรูปมาให้ดู)
ผมใส่ไปในถุงเดียวกับของทางวัดฯ ขอให้ท่านไปรับที่วัดตอนปีใหม่เนาะ
ปล: ไปแบบเดิมๆ ยังไม่ยุ่งเรื่องพลังใดๆ ครับ
                                     ********************************
ขอบคุณครับท่านสมบัติที่ได้กรุณาเอื้อเฟื้อเวลาเลือกหาประคำมือเพชรตาเสือให้ครับ.....ผมว่าเป็นเพราะบารมีท่านสมบัติมากว่าเพราะว่าไม่ว่าจักไปที่แห่งใดก็จักได้พบแต่ของดีที่รอคอยผู้มีบุญมาพบเจอ มาอัญเชิญไป(ในขณะที่คนทั่วๆไปกลับมองข้าม)ผมเชื่อในสายตาและบารมีท่านนะครับ.....

สำหรับเรื่องพลังนั้นเมื่อถึงวัดฯ...ก็ไร้ขีดจำกัดโดยอัตโนมัติครับ.....หึหึ
ขอบคุณครับ
สมาชิกธรรม
                                     ********************************
IT Man:
แหมๆ ท่านพิเชฐช่างพยากรณ์ได้ตรงจริงๆ
วัตถุอันเป็นมงคลแลเจตนาบริสุทธิ์ หากถึงอาณาจักรภูดานไห...เป็นไปได้ทั้งนั้น
สำหรับสายตาผม...เชื่อถือผมได้ครับ หึหึ
แต่บารมีต้องประกอบกันทั้งความปราถนาของท่าน...แลความพยายามของกระผม
หากสองประสานเข้าให้แล้ว สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ มักจะเป็นไปได้เสมอ
/ยินดีนำเด้อ

ปล: ประทานพร...ไม่เห็นมีนะครับ ให้ไปดูองค์ใหญ่ ณ ภูดานไห/โมทนาสาธุร่วมกันครับ


ขอบคุณครับท่านสมบัติ.....สวยสดงดงาม ตามธรรมชาติเป็นธรรมชาติ(เพลงที่คุณเก่งเป่าขลุยไง)ใครหนอช่างเลือกเก่งและถูกใจได้ขนาดนี้ สายตาของนักนิยมอัญมณีไม่ธรรมดาจริงๆก็ขอขอบคุณมากๆอีกครั้งครับ.....ผมมองนานๆแล้วเลือดกำเดาชักจักกำเริบ.....เป็นของขวัญปีใหม่ครอบครัวเล็กๆน้อยๆคร๊าบ.....หึหึ

ป.ล.ผมว่าหลังปีใหม่นี้ท่านสมบัติต้องได้ใช้ความสามารถพิเศษนี้อีกอย่างแน่นอน...สมาชิกธรรม


ดร.นนต์
สร้อยเพ็ชรตาเสือของท่านร่วมชาติ ผมนำไปให้ร้านเขาร้อยให้ใหม่เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้จะนำไปมอบให้เจ้าของครับ

สร้อยเพ็ชรตาเสือ พร้อมกับหมูและมังกรเพ็ชรตาเสือ ที่แม่บ้านของผมเธอยึดไปเรียบร้อยแล้ว

************************************************

สร้อยประคำเพชรตาเสือเกรด A คัดพิเศษ ที่ท่านภูแลท่าน Jokky สั่งผมให้หาไว้ให้

กรุณาส่งที่อยู่มาที่ it.man@hotmail.co.th จักจัดส่งไปให้ โดยมี คชจ.ตามทุนนิดหน่อยครับ 



ปล: ไปแบบเดิมๆไม่ได้เพิ่มอะไรนะครับ
15/1/55

79: พระแก้วมณีประทานพร

ฝีมือการถ่ายภาพของพ่อแม่ครูอาจารย์
สถานที่ที่เหมาะกับการบันทึกภาพต้องระเบียงหน้าบ้านบนโต๊ะกระจกครับ หุหุ
ภาพปริศนาธรรมที่พ่อแม่ครูอาจารย์ถาม (หันพระพักตร์คนละด้านและหันกลับมาด้านเดียวกัน)...แต่ไร้เสียงตอบ
- ภาพทุกภาพมีความหมายในตัวเองครับ
- องค์พระเป็นแก้วสวยและใสมากๆ จนผมกะท่านนนต์ต้องขอน้อมถวายท่าน สุดท้ายท่านก็มอบคืนให้เพื่อเป็นพระประจำตัวของแต่ละคนไป สาธุ สาธุ สาธุ
- องค์ของผมเป็นปางประทานพร ส่วนของท่าน ดร.นนต์ พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเมตตาไขว่า "ทั้งประทานพรและรับของประเคน (จากเหตุการณ์นางวิสาขาถวายข้าวมธุปายาส ตลอดทั้งกัน(รับ)สิ่งไม่ดีทั้งหลายแทนเวไนยสัตว์)"
- หม้อน้ำมนต์แทนความอุดมสมบูรณ์ ไร้โรคาพยาธิมาเบียดเบียน
ปล:
- ทั้งร้าน มีเพียงสององค์ที่แตกต่าง แอบหลบอยู่ด้วยนะ แต่ไม่พ้นสายตาผม หึหึ...นอกนั้นเป็นปางสมาธิและปางมารวิชัย
- ซื้อที่ริมเมย ชายแดนไทย-พม่า...ในวันที่ 12 พ.ย.'54 (วันที่ซื้อของแปลกมาทานกัน)
- ประคำเพชรตาเสือของคุณศรุตก็ได้จากที่นี่
องค์เพชรตาเสือนี้...ของคุณแม่ชมครับ ส่วนไข่กลมมีเหมือนเมล็ดข้าวอยู่ภายในนั้น พวกเราขอน้อมถวายแด่ท่าน

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

78: พระพิมพ์ประทานพรเมตตาสามโลก


  

   
พระพิมพ์ประทานพรสายวังฯ ที่ว่ากันว่าเป็นเลิศทางมหาเมตตา(สามโลก) 
โดยเฉพาะสีขาว ส่วนสีดำนั้นแถมทางบู๊ด้วย 

76: พญาครุฑ

 
พญาครุฑ แกะด้วยหยกขาว/เขียว ทรงอำนาจ...
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ได้แผ่เมตตาให้แล้ว
ภาพนี้ผมบันทึกได้ที่หน้าวัดพระธาตุจอมมอญ 
1 ธ.ค.54 เวลา 18:40 (ซึ่งหน้าหนาว ก็ถือว่ามืดสนิทแล้ว)
ภาพจันทรุปราคาที่บ้านสุขสมบัติ
ภาพสุดท้าย ผม crop มาจากชายคาหน้าบ้าน
- จะเห็นสิ่งมีปีกสีขาวสุขสว่างอยู่กิ่งไม้ด้านขวามือ
- พระจันทร์จะสีออกแดงๆ (ขนาดเล็ก-ล่างซ้าย)