วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

78: พระพิมพ์ประทานพรเมตตาสามโลก


  

   
พระพิมพ์ประทานพรสายวังฯ ที่ว่ากันว่าเป็นเลิศทางมหาเมตตา(สามโลก) 
โดยเฉพาะสีขาว ส่วนสีดำนั้นแถมทางบู๊ด้วย 

77: ประวัติพญาครุฑ


ครุฑ หรือ พญาครุฑ (อังกฤษ: Garuda, สันสกฤต: गरुड) เป็นสัตว์กึ่งเทพ ในตำนานปรัมปราของอินเดีย ปรากฏในวรรณคดีสำคัญหลายเรื่อง เช่น มหากาพย์มหาภารตะ เล่าว่า ครุฑเป็นพี่น้องกับพญานาค และทะเลาะเป็นศัตรูกัน นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ปุราณะ ที่ชื่อว่า ครุฑปุราณะ เป็นเรื่องเล่าของพญาครุฑ

ตามคติไทยโบราณ เชื่อว่าครุฑเป็นพญาแห่งนกที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์ เชื่อว่าปกติอยู่ที่วิมานฉิมพลี มีรูปเป็นครึ่งคนครึ่งนกอินทรี ที่ได้รับพรให้เป็นอมตะ ไม่มีอาวุธใดทำลายลงได้ แม้กระทั่งสายฟ้าของพระอินทร์ ก็ได้แต่เพียงทำให้ขนของครุฑหลุดร่วงลงมาเพียงเส้นหนึ่งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ครุฑจึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า "สุบรรณ" ซึ่งหมายถึง "ขนวิเศษ"
ครุฑเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ มีอานุภาพและพละกำลังมหาศาล แข็งแรง สามารถบินได้รวดเร็ว ทั้งยังมีสติปัญญาเฉียบแหลม เฉลียวฉลาด อ่อนน้อม ถ่อมตน และมีสัมมาคารวะ น่าสรรเสริญ

ครุฑพอจะแบ่งได้ 5 ประเภทคือ
1. ตัวเป็นคนอย่างธรรมดาทั่ว ๆ ไป แต่มีปีก 
2. ตัวเป็นคน หัวเป็นนก 
3. ตัวเป็นคน หัวและขาเป็นนก 
4. ตัวเป็นนก หัวเป็นคน 
5. รูปร่างเหมือนนกทั้งตัว 

ตำนานของครุฑในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เล่าว่าพญาครุฑเป็นบุตรของพระกัศยปมุนีเทพบิดร และนางวินตา พระกัศยปมุนีองค์นี้เป็นฤษีที่มีฤทธิ์เดชมากองค์หนึ่ง และเป็นผู้ให้กำเนิดเทพอีกหลายองค์ในศาสนาพราหมณ์ พระองค์มีชายาหลายองค์ แต่องค์ที่เกี่ยวข้องกับตำนานพญาครุฑนั้น นอกจากนางวินตาแล้ว ยังมีอีกองค์หนึ่งคือ นางกัทรุ ซึ่งเป็นพี่น้องกับนางวินตาและเป็นมารดาของนาคทั้งปวง

ทั้งสองนางได้ขอพรให้กำเนิดบุตรจากพระกัศยป โดยนางกัทรุได้ขอพรว่าขอให้มีบุตรจำนวนมาก ซึ่งต่อมาก็ได้ให้กำเนิดนาคหนึ่งพันตัว อาศัยอยู่ในแดนบาดาล ส่วนนางวินตาขอบุตรเพียงสององค์และขอให้ลูกมีอำนาจวาสนา เมื่อนางคลอดบุตรปรากฏว่าออกมาเป็นไข่สองฟอง นางทนรอไม่ไหวว่าบุตรของตนจะมีหน้าตาอย่างไร จึงทุบไข่ออกมาฟองหนึ่ง ปรากฏว่าเป็นเทพบุตรที่มีกายแค่ครึ่งท่อนบนชื่อ อรุณ อรุณเทพบุตรโกรธมารดาของตนที่ทำให้ตนออกจากใข่ก่อนกำหนด จึงสาปให้มารดาของตนเป็นทาสนางกัทรุ และให้บุตรคนที่สองของนางเป็นผู้ช่วยนางให้พ้นจากความเป็นทาส จากนั้นจึงขึ้นไปเป็นสารถีให้กับพระอาทิตย์หรือสุริยเทพ นางวินตาจึงไม่กล้าทุบไข่ฟองที่สองออกมาดู คงรอให้ถึงกำหนดที่บุตรคนที่สองซึ่งก็คือพญาครุฑออกมาจากไข่เอง อนึ่ง เมื่อพญาครุฑแรกเกิดว่ากันว่า มีร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจรดฟ้า ดวงตาเมื่อกระพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกทีใด ขุนเขาก็จะตกใจหนีหายไปพร้อมพระพาย รัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายมีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วสี่ทิศ

ในกาลต่อมา นางกัทรุและนางวินตาได้พนันกันถึงสีของม้าอุไฉศรพที่เกิดคราวกวนเกษียรสมุทรและเป็นสมบัติของพระอินทร์ โดยพนันว่าใครแพ้ต้องเป็นทาสอีกฝ่ายห้าร้อยปี นางวินตาทายว่าม้าสีขาวส่วนนางกัทรุทายว่าสีดำ ซึ่งความจริงม้าเป็นสีขาวดังที่นางวินตาทาย แต่นางกัทรุใช้อุบายให้นาคลูกของตนแปลงเป็นขนสีดำไปแซมอยู่เต็มตัวม้า (บางตำนานว่าให้นาคพ่นพิษใส่ม้าจนเป็นสีดำ) นางวินตาไม่ทราบในอุบายเลยยอมแพ้ ต้องเป็นทาสของนางกัทรุถึงห้าร้อยปี

ภายหลังเมื่อครุฑได้ทราบสาเหตุที่มารดาต้องตกเป็นทาสและได้ทราบเงื่อนไขจากพวกนาคว่า ต้องไปเอาน้ำอมฤตให้นาคเสียก่อนจึงจะให้นางวินตาเป็นไท ครุฑจึงบินไปสวรรค์ไปเอาน้ำอมฤตซึ่งอยู่กับพระจันทร์ แล้วคว้าพระจันทร์มาซ่อนไว้ใต้ปีก แต่ถูกพระอินทร์และทวยเทพติดตามมา และเกิดต่อสู้กันขึ้น ฝ่ายเทวดานั้นไม่อาจเอาชนะได้ โดยเมื่อพระอินทร์ใช้วัชระโจมตีครุฑนั้น ครุฑไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย แต่ครุฑก็จำได้ว่าวัชระเป็นอาวุธที่พระอิศวรประทานให้แก่พระอินทร์ จึงสลัดขนของตนให้หล่นลงไปเส้นหนึ่งเพื่อแสดงความเคารพต่อวัชระและรักษาเกียรติของพระอินทร์ผู้ป็นหัวหน้าของเหล่าเทพ ด้านพระวิษณุหรือพระนารายณ์ก็ได้ออกมาขวางครุฑไว้และสู้รบพญาครุฑด้วยเช่นกัน แต่ต่างฝ่ายต่างไม่อาจเอาชนะกันได้ 

ทั้งสองจึงทำความตกลงยุติศึกต่อกัน โดยพระวิษณุให้พรแก่ครุฑว่าจะให้ครุฑเป็นอมตะและให้อยู่ตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ ส่วนครุฑก็ถวายสัญญาว่าจะเป็นพาหนะของพระวิษณุ และเป็นธงครุฑพ่าห์สำหรับปักอยู่บนรถศึกของพระวิษณุอันเป็นที่สูงกว่า

เมื่อครุฑได้หม้อน้ำอมฤตนั้น พระอินทร์ได้ตามมาขอคืน ครุฑก็บอกว่าตนต้องรักษาสัตย์ที่จะนำไปให้นาคเพื่อไถ่มารดาให้พ้นจากการเป็นทาส และให้พระอินทร์ตามไปเอาคืนเอง ครุฑจึงเอาน้ำอมฤตไปให้นาคโดยวางไว้บนหญ้าคา (และว่าได้ทำน้ำอมฤตหยดบนหญ้าคา 2-3 หยด ด้วยเหตุนี้ หญ้าคาจึงถือเป็นสิ่งมงคลในทางศาสนาพราหมณ์) ส่วนนาคเมื่อเห็นน้ำอมฤตก็ยินดี จึงยอมปล่อยนางวินตาแม่ครุฑให้เป็นอิสระ ขณะพากันไปสรงน้ำชำระกายเพื่อจะมากินน้ำอมฤตนั่นเอง พระอินทร์ก็นำหม้อน้ำอมฤตกลับไป ทำให้นาคไม่ได้กิน พวกนาคจึงเลียที่ใบหญ้าคาด้วยเชื่อว่าอาจมีหยดน้ำอมฤตหลงเหลืออยู่ ทำให้ใบหญ้าคาบาดกลางลิ้นเป็นทางยาว (เรื่องนี้กลายเป็นที่มาว่าทำไมงูจึงมีลิ้นเป็นสองแฉกสืบมาจนทุกวันนี้) แต่นั้นครุฑกับนาคจึงเป็นศัตรูกันมาโดยตลอด และครุฑนั้นก็จะจับนาคกินเป็นอาหารเสมอ

แต่มีนาคอยู่ 7 จำพวก ที่ครุฑจับกินไม่ได้ คือ
1. นาคอันมีกำเนิดประณีตกว่าครุฑ 
2. กัมพลัสตรนาคราช 
3. ธตรัฐนาคราช 
4. นาคอันอยู่ในสีทันดรสมุทรทั้งเจ็ด 
5. นาคอันอยู่ในแผ่นดิน 
6. นาคอันอยู่ในภูเขา 
7. นาคอันอยู่ในวิมาน 

ตามธรรมดาแล้วนาคย่อมกลัวครุฑเฉพาะนาคตระกูลต่ำกว่านาคทั้ง ๗ จำพวกนี้ และขนาดของพญานาคก็มีผลทำให้รอดจากปากครุฑ คือถ้าตัวโตใหญ่กว่าครุฑแล้วครุฑก็ไม่สามารถ จับมากินได้ดังในไตรภูมพระร่วงกล่าวว่า เมื่อครุฑราชเอานาคกินดังนั้น เอาแต่นาคอันเท่าตนและน้อยกว่าตนและใหญ่กว่าตนนั้นก็เอากินบ่มิได้ 

และนอกจากนี้ยังกำหนดอีกว่าครุฑ สามารถจับนาคกินได้เฉพาะนาคที่มีกำเนิดเสมอกับตนและต่ำกว่าตนเท่านั้น ไม่สามารถจับนาคที่มีกำเนิดสูงกว่าตนได้ เช่น ครุฑที่มีกำเนิดแบบชลาพุชะ (เกิดในครรภ์) สามารถจับชลาพุชะพญานาคที่มีกำเนิดเสมอกับตนและอัณฑชะพญานาคที่มีกำเนิดต่ำกว่าตนเป็น อาหารได้ แต่ไม่สามารถจับพญานาคที่มีกำเนิดแบบสังเสทชะพญานาคและโอปปาติกะพญานาค ซึ่งมีกำเนิดสูงกว่าตนเองได้ 

ครุฑมีชายาชื่ออุนนติหรือวินายกา โอรสชื่อ สัมปาติหรือสัมพาที และชฎายุ ตามวรรณคดีพุทธศาสนากล่าวว่าครุฑมีขนาดใหญ่มาก วัดจากปีกข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งได้ 150 โยชน์ เวลากระพือปีกสามารถทำให้เกิดพายุใหญ่ เกิดมืดมนและทำลายบ้านเมืองให้หมดสิ้นไปได้ ที่อยู่ของครุฑเรียกว่า สุบรรณพิภพเป็นวิมานอยู่บนต้นสิมพลีหรือต้นงิ้ว อยู่เชิงเขาพระสุเมรุ

ครุฑในทางพุทธศาสนา
ครุฑในทางพุทธศาสนาจัดเป็นเทวดาชั้นล่างประเภทหนึ่งภายใต้การปกครองของท้าววิรุฬหก ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาด้านทิศใต้ เหตุที่มาเกิดเป็นครุฑเพราะทำบุญเจือด้วยโมหะ

ครุฑมีกำเนิดทั้ง 4 แบบ คือ โอปปาติกะ (เกิดแบบผุดขึ้น) ชลาพุชะ (เกิดในครรภ์) อัณฑชะ (เกิดในไข่) และสังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล) มีที่อยู่ตั้งแต่พื้นมนุษย์ ป่าหิมพานต์ ป่าไม้งิ้วรอบเขาพระสุเมรุ จนถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา



ครุฑชั้นสูงจะมีกำเนิดแบบโอปปาติกะ มีขนสีทอง มีเครื่องประดับแบบเทพบุตรเทพธิดา มีชีวิตอยู่เหมือนเทวดา แปลงกายได้ และบริโภคอาหารทิพย์เช่นเดียวกันเทวดา แต่ครุฑบางประเภทก็กินผลไม้หรือเนื้อสัตว์ บางประเภทถ้าผูกเวรกับนาค ก็จะกินนาคเป็นอาหาร หรือถ้าผูกเวรกับสัตว์นรกในยมโลก ก็จะสมัครใจไปเป็นนายนิรยบาลลงทัณฑ์สัตว์นรก

การใช้ครุฑเป็นสัญลักษณ์
ด้วยฤทธานุภาพของพญาครุฑ จึงได้มีการสร้างรูป ครุฑพ่าห์ (หรือ พระครุฑพ่าห์) หมายถึง ครุฑซึ่งเป็นพาหนะ เป็นรูปครุฑกางปีก และใช้เป็นสัญลักษณ์สำคัญเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ของไทยก็มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยว่าไทยเราได้รับลัทธิเทวราชของอินเดียที่ถือว่าพระมหากษัตริย์คืออวตารของพระนารายณ์ ดังนั้น ครุฑซึ่งเป็นผู้มีฤทธิ์มากและเป็นพาหนะของพระนารายณ์ จึงเป็นสัญลักษณ์แทนพระมหากษัตริย์ ดังที่ปรากฏอยู่ในดวงตราหรือพระราชลัญจกรประจำพระองค์ ประจำแผ่นดิน ประจำราชวงศ์ และประจำรัชกาล เป็นต้น


ตราพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ 

ครุฑราชการ
ครุฑที่ใช้ในส่วนราชการมีความแตกต่างกันออกไป ครุฑที่เท้าตั้งเฉียงจะใช้ในราชการกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น ส่วนการใช้ในหน่วยงานอื่นจะใช้เป็นครุฑเท้างุ้ม

ชื่อของครุฑ
ครุฑมีชื่อเรียกหลายนาม เช่นกาศยปิ (บุตรแห่งพระกัศยปมุนี)
  • เวนไตย (บุตรแห่งนางวินตา)
  • สุบรรณ (ผู้มีปีกอันงาม)
  • ครุตมาน (เจ้าแห่งนก)
  • สิตามัน (ผู้มีหน้าสีขาว)
  • รักตปักษ์ (ผู้มีปีกสีแดง)
  • เศวตโรหิต (ผู้มีสีขาวและแดง)
  • สุวรรณกาย (ผู้มีกายสีทอง)
  • คคเนศวร (เจ้าแห่งอากาศ)
  • ขเคศวร (ผู้เป็นใหญ่แห่งนก)
  • นาคนาศนะ (ศัตรูแห่งนาค)
  • สุเรนทรชิต (ผู้ชนะพระอินทร์)
ปล.ได้ยินเขาบอกมาว่าคนเกิดปีมะโรง มะเส็ง ไม่ควรบูชาครุฑ บ้างก็ว่าคนดวงไม่แข็งไม่ควรบูชา เพราะท่านแรง แต่ก็อย่างว่าแหละ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ต้องสังเกตเป็นรายบุคคลไปเนอะ

ที่มา :
1. เชื้อสายครุฑ
2. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%91
3. http://www.navy.mi.th/navic/document/871111c.html

ลักษณะของ พญาครุฑ

พญาครุฑ

ครุฑ เมื่อแรกเกิด ร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจดฟ้า ดวงตราเมื่อกระพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกใด บรรดาขุนเขาก็ตกใจต้องปลาดหนีไปพร้อมกับพระพาย รัศมีพวยพุ่งออกมาจากกายสว่างไสวเป็นที่อัศจรรย์ มีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วทั้งสี่ทิศ กระทําให้ทวยเทพต้องตกใจ สําคัญว่าเป็นพระอัคนี ต่างพากันมาบูชาครุฑ เพื่อขอความคุ้มครองจากครุฑ

ครุฑ เป็นสัตว์กึ่งเทพกายสิทธิ์ขนาดใหญ่ ได้รับพรให้เป็นอมตะ มีวิชาผาดโผนพิสดาร มีอานุภาพและพละกําลังมหาศาล แข็งแรง สามารถบินได้รวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาด ทั้งยังมีสติปัญญาอันเฉียบแหลม เฉลียวฉลาด อ่อนน้อมถ่อมตน และมีสัมมาคารวะ น่าสรรเสริญ

อีกตําราหนึ่งว่าครุฑนั้นมีรูปร่างและลักษณะดังนี้ เศียร จงอยปากและเล็บเป็นเหมือนดั่งพญานกอินทรี ท่อนกายตัวและแขนขาเป็นดั่งมนุษย์ หน้าเป็นสีขาว ปีกเป็นสีทอง กายเป็นสีทอง มีโอรสชื่อ สัมปาติ และ ชฎายุ มีชายาชื่อ อุนนติหรือวินายกา

พญาครุฑ


76: พญาครุฑ

 
พญาครุฑ แกะด้วยหยกขาว/เขียว ทรงอำนาจ...
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ได้แผ่เมตตาให้แล้ว
ภาพนี้ผมบันทึกได้ที่หน้าวัดพระธาตุจอมมอญ 
1 ธ.ค.54 เวลา 18:40 (ซึ่งหน้าหนาว ก็ถือว่ามืดสนิทแล้ว)
ภาพจันทรุปราคาที่บ้านสุขสมบัติ
ภาพสุดท้าย ผม crop มาจากชายคาหน้าบ้าน
- จะเห็นสิ่งมีปีกสีขาวสุขสว่างอยู่กิ่งไม้ด้านขวามือ
- พระจันทร์จะสีออกแดงๆ (ขนาดเล็ก-ล่างซ้าย)
 

75: เพชรตาเสือเกรด A

ที่ริมเมย...
เห็นจะเพราะบารมีท่านพิเชฐ ที่ทำให้ได้พบประคำมือเพชรตาเสือชนิดคัดพิเศษ
(เกรด A+ ขนาด 14 mm/14 เม็ด) ราคาก็แพงกว่าเกรดต่ำสุดประมาณ 5 เท่า 

สำหรับรูปที่ show นี้เป็นของผมครับ ขนาดจะเล็กกว่าของท่านพิเชฐ 1 size
แต่เส้นนี้สวยน้อยกว่าเยอะ (ต้องขอให้ครูชาติถ่ายรูปมาให้ดู)

นำมาฝากท่านพิเชฐ (ก่อนอัญเชิญถวายครับ)


ขอบคุณครับท่านสมบัติที่ได้กรุณาเอื้อเฟื้อเวลาเลือกหาประคำมือเพชรตาเสือให้ครับ.....ผมว่าเป็นเพราะบารมีท่านสมบัติมากว่าเพราะว่าไม่ว่าจักไปที่แห่งใดก็จักได้พบแต่ของดีที่รอคอยผู้มีบุญมาพบเจอ มาอัญเชิญไป(ในขณะที่คนทั่วๆไปกลับมองข้าม)ผมเชื่อในสายตาและบารมีท่านนะครับ.....

สำหรับเรื่องพลังนั้นเมื่อถึงวัดฯ...ก็ไร้ขีดจำกัดโดยอัตโนมัติครับ.....หึหึ

ขอบคุณครับ
สมาชิกธรรม


แหมๆ ท่านพิเชฐช่างพยากรณ์ได้ตรงจริงๆ 
วัตถุอันเป็นมงคลแลเจตนาบริสุทธิ์ หากถึงอาณาจักรภูดานไห...เป็นไปได้ทั้งนั้น

สำหรับสายตาผม...เชื่อถือผมได้ครับ หึหึ
แต่บารมีต้องประกอบกันทั้งความปราถนาของท่าน...แลความพยายามของกระผม

หากสองประสานเข้าให้แล้ว สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ มักจะเป็นไปได้เสมอ
/ยินดีนำเด้อ
IT Man...

74: บ่วงนาคบาศ-เหรียญหลวงปู่โต

อยากให้มีกัน
1. รูปหล่อแกะบ่วงนาคบาศสายวังฯ 
เนื้อโลหะธาตุกายสิทธิ์: ชิ้นเดียวเที่ยวทั่วไทย
2. เหรียญหลวงปู่เจ้าประคุณสมเด็จโต ด้านหลังพระนารายณ์ 
เนื้อตะกั่วผสมธาตุกายสิทธิ์/ลงชาด-รัก-ปิดทอง: อิทธิคุณเหลือล้น
หลักคัมภีร์ตรีมูรติ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ พุทธศักราช 800 โดยพราหมณ์ได้แบ่งหน้าที่ ให้ดังนี้
1.พระพรหม เป็นเทพผู้สร้าง คือสิ่งสมบูรณ์สูงสุด ควบคุมทุกอย่างในจักรวาล สร้างสรรพสิ่งในจักรวาล 
พระพรหมจึงมีฐานะเป็นเทพเจ้าสูงสุดมีพระมเหสี ชื่อ “พระสรัสวดี”
2.พระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นเทพผู้รักษา ภาพพระวิษณุนิยมทำเป็นรูป 4 กร ทรงตรีขรรค์ คฑา จักร และสังข์ 
มีชายา ชื่อ พระลักษมี พระวิษณุได้ลงมาอวตารเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโลกที่ผ่านมามี 9 ปาง 
ปางที่ 7 คือพระราม ปางที่ 8 คือ ปางกฤษณะ (เกิดมาปราบคนชั่ว) และปางที่ 9 คือปางพระพุทธเจ้า(สถาปนาศาสนาพุทธ) 
ปางอวตารเป็นพระพุทธเจ้าของพระวิษณุ ซึ่งพราหมณ์มิอาจหยุดความรุ่งเรืองของพระพุทธเจ้าได้ 
จึงนำเข้ามาเป็นหลักในศาสนา เพื่อการยอมรับและไม่มีความแตกแยกในสังคมศาสนาในอดีต
3.พระศิวะ (พระอิศวร) เป็นเทพผู้ทำลาย ภาพพระศิวะ นิยมทำเป็นรูปฤาษีนุ่งห่มหนังสัตว์ประทับนั่งบนหนังเสือ มี 4 กร 
ถือ ตรีศูล ธนู ห้อยพระศอด้วยประคำหัวกะโหลก มีงูเป็นสังวาล มีพระมเหสี คือ พระแม่อุมาเทวี หลักตรีมูรติจึงมีผู้สร้าง ผู้รักษา และ ผู้ทำลาย 



วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

73: พระคู่กาย IT Man


การอัญเชิญพระพิมพ์ของ นรธ. ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกัน คือจักมีพระพิมพ์ที่ตัวเองชื่นชอบในสายวัง 1 องค์และพระพุทธปฐวีธาตุประจำตัวอีก 1 องค์
ตัวอย่างรายละเอียดในพระพิมพ์ตามภาพดังนี้

1. พระกริ่งรัชกาลที่ 3 สร้างในปี พ.ศ.2382: โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 3)
รงถวายงานเป็นนายช่าง-กรมช่างสิบหมู่ ตั้งแต่ยุคนั้นจนถึงยุคต้นรัชกาลที่ 5
การอัญเชิญพระกริ่งองค์นี้ก็เพื่อ...
- เป็นพุทธานุสติถึงองค์พระไภษัชยคุรุสัมมาสัมพุทธเจ้าแลองค์พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ทรงแผ่พระเมตตาให้พระกริ่งมีพลานุภาพไร้ขีดจำกัดตั้งแต่ดั้งเดิม
- เพื่อเป็นสังฆานุสติถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี พระผู้ทรงอธิษฐานจิต อัญเชิญสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแผ่พระฉัพรรณรังสีมาประดิษฐานในองค์พระกริ่งนี้
- เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 3 พระผู้ทรงโปรดเกล้าให้สร้างพระกริ่งนี้ขึ้นมา
- เพื่อเป็นการระลึกนึกถึงพระคุณความดีของกรมหมื่นภูมินทรภักดี พระผู้ทรงเป็นกำลังสำคัญในการสร้างพระพิมพ์ พระบูชาและวัดสำคัญต่างๆในพระพุทธศาสนา

2. พระพุทธปฐวีธาตุเอตะทัคคะบารมี รุ่นแก้วจักรพรรดิมณีนาคา:
ถือกำเนิดในลุ่มแม่น้ำโขง จากการหล่อหลอมของธาตุทั้ง 5 จนเกิดเป็นพระธาตุใสมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีพญานาคดูแลรักษาทุกองค์
พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช เล็งเห็นคุณค่าที่กล่าวมาข้างต้น จึงได้นำมาบรรจงเขียนเป็นรูปพระพุทธเจ้าที่เคารพบูชาสูงสุด
พร้อมทั้งแผ่เมตตาอธิษฐานจิตให้มีพลานุภาพไม่มีประมาณและมอบให้ศิษย์เพื่อ...
- เป็นพุทธานุสติถึงพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์จวบจนพระองค์ในอนาคต เช่น พระศรีอริยเมตตรัย เป็นต้น
- เป็นธรรมานุสติ: การที่ผู้อัญเชิญจักเห็นธรรมได้แจ่มแจ้ง จักต้องขัดเกลากิเลสให้เบาบางจนใสสะอาดเหมือนปฐวีธาตุ จึงจักเข้าถึงพระธรรม แลเข้าถึงองค์พุทธะตามลำดับ
- เป็นสังฆานุสติถึงพ่อแม่ครูอาจารย์พ.สุรเตโช พระผู้บรรจงสร้าง: ในทุกยามที่อัญเชิญ จิตจักมุ่งทำความเพียร มีสัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นอาทิ แลมีพละกำลังที่กล้าแกร่งแข็งเหมือนปฐวีธาตุเสมอๆ

3. สร้อยประคำปล้องอ้อยเพชรตาเสือ:
มีคุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์ในตัว ทั้งป้องกันภัย รักษาธาตุขันธุ์ภายใน เกิดดวงตาที่สามง่ายขึ้น และเพื่อเป็นการระลึกนึกถึงวาระธรรมะสัญจรครั้งที่สอง ที่พ่อแม่ครูอาจารย์และคณะฯมาโปรดถึงถิ่นฐานบ้านเรือน
ท่านยังเมตตาสงเคราะห์ให้สร้อยประคำเส้นนี้มีพลานุภาพไร้ขีดจำกัด ไม่ได้ด้อยไปกว่าธาตุใดๆในใต้หล้า จนอาจเรียกได้ว่า...เป็นเจ้าแห่งป่าเขา ส่วนปฐวีธาตุนั่นเล่า...เป็นเจ้าแห่งสายน้ำ

4. เม็ดกริ่งเหล็กไหล(ประจุไว้แต่เดิม)และเหล็กไหลตาน้ำ(ประจุในภายหลัง 2 องค์) โดยพ่อแม่ครูอาจารย์ฯประจุ 1 , ผมประจุปิดอีก 1 :
นับเป็นการเชื่อมโยงเติมภาคอดีตที่ยังพร่องอยู่(เพราะเป็นรูบุ๋มเข้าใปในองค์พระ)ให้เต็มสามในภาคปัจจุบัน เพื่อยังให้เกิดผลดีงามในกาลอนาคต

5. ปิดฐานพระ/ด้านหลังพระด้วยทองคำเปลวบูชาพระพุทธบาท 4 รอย แห่งพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ในภัทรกัปป์นี้
ประดิษฐานบนยอดเขาสูง มีเทวดาผู้แหงนมองขึ้นท้องฟ้าพิทักษ์รักษา (เจ้าแห่งนภากาศ) ณ.แม่ริม เชียงใหม่:มอบให้โดยพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ
- เพื่อเป็นพุทธานุสติถึงพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ในภัทรกัปป์-พุทธกัปป์ปัจจุบัน
- เพื่อเป็นการระลึกนึกถึงเหตุการณ์ปีติในพระธรรมสังเวช อย่างสุดซึ้งในวาระแรกที่ได้ร่วมเดินทางแสวงบุญมา ณ ที่สำคัญแห่งนี้

ตอนแรกผมว่าจะเขียนถึงองค์ดำ/สร้อยประคำ
เพื่อนอบน้อมถึงพระคุณท่านเจ้าขรัวแสง แต่ท่านนนต์กล่าวถึงเรียบร้อยแล้ว 
เป็นว่าชมแต่รูปละกันเนาะ

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

72: พระดีองค์ดำคู่กาย ดร.นนต์

พระชุดพิเศษคู่กายของผมชุดนี้ เป็นผลมาจากการศึกษาทั้งตามหลักวิชาการ หลักพุทธศาสนา การปฏิบัติธรรม การสัมผัสด้วยญาณใน และความเมตตาของพระผู้อยู่เหนือโลก และนับเป็นข้อสรุปจากพระเครื่องและวัตถุมงคลที่ผมมีอยู่ทั้งหมด ซึ่งล้วนแต่ทรงคุณค่าและมีพลานุภาพแทบทั้งสิ้น การจะอาราธนาพระดีพร้อมๆกันหลายๆองค์คงเป็นเรื่องลำบาก และไม่เหมาะสมกับการเป็นนักภาวนา ดังนั้น ผมจึงจำเป็นต้องเลือกสิ่งที่เป็นที่สุดในการอาราธนาติดตัวแค่ครั้งละ 1- องค์ก็น่าจะเพียงพอ ผมจึงขอสรุปสิ่งมงคลที่ถือว่าเป็นที่สุด ที่ผมจะนำมาเป็นคู่กายของผม จนกว่าจะถึงกาลเวลาในการละวางท่านไว้ในที่อันควรในอนาคต สิ่งมงคลคู่กายของผมที่ว่านี้ก็คือ


1. พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่นิยม เนื้อผงใบลานผสมผงเหล็กไหลไพลดำ

พระสมเด็จวัดระฆังชุดนี้ อธิษฐานจิตโดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ผู้มีญาณในหลายท่านบอกว่า นอกจากหลวงปู่โตจะเป็นผู้อธิษฐานจิตแล้ว ยังมีองค์อภิญญาใหญ่ ทั้งคณะหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร ขรัวตาแสง และองค์อื่นๆ รวมถึงพระเบื้องบนก็เสด็จมาร่วมในพิธีอธิษฐานจิตอีกด้วย อันเนื่องจากเป็นวาระเฉลิมฉลองรัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2411 จึงนับว่าเป็นพิธีใหญ่มากที่สุดตั้งแต่มีมา บางท่านก็นิมิตเห็นหลวงปู่โตกำลังเผาผงใบลานด้วยตัวของท่านเอง

จากการศึกษา พบว่า พระสมเด็จวัดระฆังเนื้อผงใบลานนี้ สร้างจำนวนมาก มีหลายพิมพ์ ว่ากันว่า เพื่อจะนำไปฝากกรุที่วัดบางขุนพรหม แต่ปรากฏว่า เมื่อสร้างและอธิษฐานจิตเสร็จแล้ว พระสมเด็จเนื้อผงใบลานจำนวนมาก ได้อันตรธานหายไปแบบไร้ร่องรอย ยังคงเหลืออยู่เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากหนังสือของตรียัมปวายก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม พระเนื้อผงใบลานชุดนี้ นอกจากจะมีความเป็นมาที่เป็นปริศนาแล้ว ยังมีพลังพลานุภาพที่สูงมากๆ แบบครอบจักรวาล ผู้ที่สามารถสัมผัสพลังได้ เพียงแค่สัมผัสครั้งแรกก็จะมีพลังมหาศาลวิ่งเข้าสู่ตัวอย่างหนักหน่วงและเร็วมาก บางคนถึงกับหงายหลังก็มี บางคนไม่สามารถแขวนคอได้ แต่ผู้ที่บำเพ็ญภาวนาอยู่เป็นประจำ กลับทำให้ผู้นั้นมีแต่ความสงบร่มเย็น สามารถเข้าสมาธิภาวนาได้รวดเร็ว และว่ากันว่า คุณสมบัติพิเศษของผงเหล็กไหลที่ผสมอยู่นั้น จะทำให้ดูดสิ่งมงคลและทรัพย์สินเงินทองมาสู่ผู้นั้น ดังจะเห็นได้จากผู้ที่มีครอบครองได้ประจักษ์มาแล้วหลายคน

อย่างไรก็ตาม พระชุดที่ผมนำมาให้ดูนี้ น่าจะเป็นพระชุดที่สูญหายไปในช่วงเวลาดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และพึ่งปรากฏขึ้นมาเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว ดูเสมือนหลวงปู่โตท่านได้กำหนดเวลาให้ลูกหลานของท่าน ได้นำมาใช้ป้องกันภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตประมาณนั้น การกลับปรากฏขึ้นมาใหม่ในครั้งนี้ จึงนับเป็นความลับเฉพาะ การเปิดเผยตัวขึ้นมาก็เพื่อการบางอย่าง เพื่อป้องกันภัยพิบัติ หรือเพื่อ.... ซึ่งเป็นเรื่องเกินวิสสัยของปุถุชนคนธรรมดาจะรับรู้ได้

อนึ่ง ผู้รักษาศีล ผู้ปฏิบัติธรรม และผู้ที่ศรัทธาเท่านั้น จึงจะมีโอกาสได้ครอบครองพระสมเด็จชุดนี้ ก็ลองตั้งจิตอธิษฐานเอาเองนะครับ อาจโชคดีได้ท่านมาคุ้มครอง ขอให้โชคดีนะครับ



2. พระพุทธปฐวีธาตุ รุ่นแก้วจักรพรรดิมณีนาคา

พระชุดนี้สร้างและอธิษฐานจิตโดย พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช พระผู้ลงมาโปรดโลกในช่วงกึ่งกลางพุทธศาสนา ในช่วงต้นปี 2554 ปฐวีธาตุเกือบทั้งหมด เหล่าเทพและพญานาคได้อัญเชิญมาจากแม่น้ำโขง และนำถวายท่านเพื่อการบางอย่างเช่นกัน พลานุภาพเป็นแบบครอบจักรวาลและประมาณมิได้ (แบบไร้ขีดจำกัด) พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านสร้างขึ้นมา เพื่อมอบให้กับลูกศิษย์(เหล่านักรบธรรม) เพื่อใช้ในการบำเพ็ญภาวนาสมาธิเป็นหลัก และใช้ป้องกันภัยและอื่นๆครบทุกด้าน พระพุทธปฐวีธาตุแต่ละองค์จะมีเทพและพญานาคดูแลอยู่ทุกองค์


3. สร้อยประคำเหล็กไหลไพลดำ

ผู้มีญาณรู้บอกว่า หลวงปู่โต พรหมรังสี เป็นผู้อัญเชิญมาด้วยฤทธิ์และอธิษฐานจิตในวาระปี 2407-2409 และยังบอกว่า สร้อยประคำแต่ละเส้นมีพรหม 12 องค์ เทวดา 12 องค์ ฤาษี 3 องค์ และพญานาค 110 องค์ (หนึ่งเม็ดมีนาคดูแล 1 องค์) เป็นผู้ดูแลรักษา สร้อยประคำเหล็กไหลไพลดำพึ่งจะเปิดเผยตัวขึ้นมาไม่ถึงปี หลังจากก่อนหน้านั้นพระสมเด็จเนื้อผงใบลานได้เปิดเผยตัวขึ้นมาแล้ว ผู้ที่ได้ครอบครองสร้อยประคำเหล็กไหลไพลดำ ส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นผู้ที่บำเพ็ญภาวนา และเชื่อกันว่า เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันกับหลวงปู่โตในอดีตชาติ ส่วนประวัติความเป็นมาของสร้อยประคำชุดนี้ ก็ถูกปิดเป็นความลับมาตั้งแต่แรก จึงไม่มีในสารบบของเซียน

สร้อยประคำเหล็กไหลไพลดำมีพลานุภาพสูงมาก แบบไร้ขีดจำกัดและครอบจักรวาล ผู้ที่สัมผัสได้บ้างเมื่อสวมใส่แล้วจะมีพลังมหาศาลวิ่งลงทางศรีษะอย่างหนักหน่วง และจะดึงให้ผู้นั้นเข้าสู่สมาธิดิ่งเร็วมาก คุณสมบัติของสร้อยประคำเหล็กไหล จึงสร้างขึ้นมาเพื่อการบำเพ็ญภาวนา ป้องกันภัยพิบัติ ดูดสิ่งมงคลและทรัพย์สินเงินทองให้แก่ผู้ที่ครอบครอง ผู้ที่เชื่อ ศรัทธา และสัมผัสได้ จะมีโอกาสได้ครอบครองอยู่บ้าง ก็ลองค้นหาดูนะครับ ปล. ขณะนี้เริ่มมีของปลอมออกมาระบาดมากแล้ว จงใช้ญาณสัมผัสเอาเองนะครับ แล้วจะโชคดี


พระชุดเนื้อผงใบลานผสมผงเหล็กไหล เนื้อจะเป็นผงแห้งมีคราบกรุสีขาว คล้ายผงปูนและไขขาว ดูดแม่เหล็กชัดเจน ผู้ที่สัมผัสได้จะรู้สึกแสบที่มือที่นิ้วเวลาจับท่าน และมีพลังทิ่มแทงคล้ายเข็มแสบจี๊ดๆ พลังหนักหน่วงมหาศาลมาก พระชุดที่ผมนำมาให้ชมนี้ พึ่งจะเปิดเผยมาประมาณสองปีที่แล้ว ตอนนี้กระจายไปอยู่กับผู้มีบุญและชาวต่างประเทศ (สิงคโปร์) ประมาณ 30-50 องค์ พระชุดนี้เป็นพระชุดเดียวกันกับท่านตรียัมปวายนำมาเผยแพร่และได้กล่าวถึงไว้แล้วในหนังสือของท่าน ที่ผ่านมาจึงพบน้อยมากๆ ตอนแรกผมเองสะสมมาได้นับสิบองค์ แต่ญาติธรรมเมื่อรู้ข่าวก็มาขอแบ่งไปจนเหลือเพียงหนึ่งองค์ และพึ่งได้อัญเชิญมาใหม่อีกสององค์สำหรับภรรยาและบุตรชายผม ในอนาคตผมอาจจะนำออกมาประมูลอีกครั้ง ผมถือว่าเป็นที่สุดของพระสมเด็จวัดระฆังที่มีคุณค่าจนประมาณค่ามิได้ ขอให้ผู้ปรารถนาจงตั้งจิตอธิษฐานหากท่านมีบุญวาสนาก็จะได้มาครอบครองเองครับ ขอให้โชคดี

ดร.นนต์
6 ธันวาคม 2554



....................................................................................................................................
ส่องดีๆจักเห็นเม็ดแร่เหล็กไหลสีเงินยวงครับ

พระพิมพ์องค์พิเศษที่มีครอบครองกันเพียงหนึ่งองค์หรือจะกี่องค์ก็ตาม ที่อยู่ภายใต้การครอบครองของผมหรือ นรธ.บางท่าน
เมื่อถึงเวลาก็จักอัญเชิญออกมาให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญ เพื่อหารายได้สร้างศาลาปฏิบัติธรรม
พระมหาธาตุเจดีย์เกศแก้วเกสาธรรม,บันไดนาคขึ้นมายังพระมหาธาตุ,ถนน
เสนาสนะอื่นๆให้เกิดความพร้อมในการรองรับญาติธรรมในอนาคตครับ

องค์นี้พิเศษตรงที่มีเกสาธาตุ(ใต้ฐานที่สาม บนขวามือเรา)
ของเจ้าขรัวแสง แสงแห่งบูรพาจารย์ของหลวงปู่เจ้าประคุณสมเด็จฯโต
 
หากผู้มีจิตกุศลอันบริสุทธิ์ในการหามาครอบครองและบุญบารมีสะสมมาเพียงพอ
ก็ขอให้ท่านพบเจอนะครับ
IT Man/03-12-2011, 09:12 PM

พลังที่ตรวจสอบครั้งแรกคือ 150x 
ยอมรับเหลือเกินว่า...ดีมากๆภายใต้โลกธรรมทั้ง 8
Link ที่เกี่ยวข้อง เหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์:


สงวนลิขสิทธิ์โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล
อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ได้ด้วยการอ้างอิงตามหลักวิชาการเท่านั้น
การศึกษาพระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงใบลาน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

1. อารัมพบท

ท่านทั้งหลาย ท่านคงรู้จักพระสมเด็จวัดระฆังอันโด่งดังที่สุดในกรุงรัตนโกสินทร์กันเป็นอย่างดีแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จริงรู้เแท้ว่า เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระนิยตโพธิสัตว์เจ้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้สร้างหรืออธิษฐานจิตพระเครื่องและวัตถุมงคลอันล้ำค่ามากน้อยเพียงใด แม้เซียนโบราณผู้เป็นปรมาจารย์ทางด้านพระเครื่องของเมืองไทยในอดีต จะได้ศึกษาค้นคว้าและรจนาออกมาทั้งแบบหลักวิชาการ ผสมผสานความพิศดาร และแสดงความคิดเห็นส่วนตนเข้าไปมากมาย จนกลายมาเป็นคัมภีร์ผูกมัดเซียนให้เดินตามอย่างดิ้นไม่ออก อย่าลืมว่า แม้เซียนโบราณท่านจะได้สะสมความรู้อย่างอุตสาหะ แต่ข้อเท็จจริงตัวท่านเองก็เกิดไม่ทันเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ดังนั้น ความรู้ ความเห็นและประสบการณ์ที่ท่านมี จึงเป็นความจริงแท้เพียงส่วนหนึ่ง แต่ความจริงแท้ที่ท่านไม่สามารถค้นพบ หรือมีอคติส่วนตัว อาจทำให้ท่านมองเห็นต่างจากความจริง จนทำให้พลาดโอกาสที่จะเสนอความจริงได้ทั้งหมดหรือไม่ครบทุกด้าน ด้วยเหตุนี้ การที่จะสรุปว่าความรู้ของท่านนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว ไม่มีความรู้อื่นใดมาหักล้างได้ จึงเป็นการปิดกั้นผู้อื่นมิให้เข้าถึงความรู้ที่แท้จริงได้ นี่คือความจริงของการศึกษาตามหลักวิชาการ ที่ต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้อื่นสามารถต่อยอดความรู้ได้...การศึกษาใบไม้ในกำมือ ก็รับรู้ได้แค่เพียงในกำมือ... หากเปิดใจศึกษาใบไม้นอกกำมือ ก็จะสามารถเปิดไปสู่ความรู้ที่กว้างไกลมากขึ้น...

พระสมเด็จวัดระฆัง ถือเป็นสุดยอดจักรพรรดิ์ของพระเครื่องในปัจจุบัน ความพิศดาร มหัศจรรย์ หรืออจินไตย ที่แฝงอยู่ในองค์พระ จึงเป็นสิ่งที่เร้นลับแห่งองค์ผู้สร้าง ผู้อยู่เหนือโลก อยู่เหนือกาลเวลา และอีกมากมาย วิสัยขององค์นิยตโพธิสัตว์เจ้า จึงอยู่เหนือการรับรู้ของปุถุชนคนธรรมดา หรือแม้แต่พระอริยสงฆ์ที่ยังไม่หลุดพ้น ก็มิสามารถเข้าไปหยั่งรู้ความจริงขององค์ท่านได้ แล้วพวกเราๆ คนธรรมดาจะไปรู้แจ้งทั้งหมดกระนั้นหรือ ผมเอง จึงพยายามเปิดพื้นที่ความรู้ออกไปสู่การศึกษาแบบใบไม้นอกกำมือ แต่ก็ยังรักษาความรู้ใบไม้ในกำมืออยู่ ด้วยวิธีการต่อยอดออกไป จะถูกจะผิดก็เป็นหน้าที่ของคนอื่นที่จะค้นหาต่อไป การศึกษาทางโลกมันก็เป็นเยี่ยงนี้ เกิดมาอีกกี่ภพกี่ชาติ จบปริญญาเอกเป็นล้านๆใบ ก็ยังเรียนไม่จบ แต่การศึกษาทางธรรมและปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น สามารถเรียนจบได้... แล้วท่านหละจะเลือกศึกษาแบบใด

2. การศึกษาตามหลักวิชาการ

การศึกษาพระสมเด็จวัดระฆังที่สร้างหรืออธิษฐานจิตโดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากหนังสือ "ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องฯ เล่ม 1 พระสมเด็จฯ" นิพนธ์โดย "ตรียัมปวาย" ซึ่งถูกตีพิมพ์มาแล้วหลายครั้ง (ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ. 2495 และล่าสุดครั้งที่ 5 ปี พ.ศ. 2515) จึงนับเป็นหนังสือนิพนธ์พระเครื่องฯ ที่เป็นอมตะและเป็นครูให้กับเซียนที่โด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน การศึกษาพระสมเด็จวัดระฆัง โดยเฉพาะพระเนื้อผงใบลานสีดำ จากหนังสือเล่มดังกล่าวนั้น ตรียัมปวาย ได้อธิบายเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเนื้อพิเศษว่า


"นอกจากเนื้อมาตรฐานที่เรียกว่า "เนื้อปูนปั้น" ดังกล่าวแล้ว ยังมีผู้เชื่อว่า พระสมเด็จฯ อาจมีเนื้อชนิดที่สร้างด้วยเนื้อชนิดอื่นๆอีกเช่น

ก. เนื้อผงใบลานเผา (ดำ) เนื้อชนิดนี้เท่าที่สืบทราบไว้ คือ พระอาจารย์ขวัญ กล่าวว่าได้ทราบจาก พระธรรมถาวร อาจารย์ของท่านว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้เคยสร้างพระสมเด็จฯเนื้อชนิดนี้เหมือนกัน แต่มีจำนวนน้อยมาก ทั้งนี้เพราะเป็นการสิ้นเปลืองผงใบลานเผามาก โดยปรกติแล้วเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะใช้ผงใบลานเผา ซึ่งเกิดจากการเผาแผ่นใบลานที่ท่านได้จารอักขระและสูตรทางพุทธมนต์ เจือผสมกับเนื้อขาวธรรมดาเท่านั้น...

"หนังสือที่ท่านจารคืออักขระเลขยันต์ ทางพุทธาคม พอมากๆเข้าท่านหอบเอาใบลานที่จารเหล่านั้น มากองสุมไฟเสียคราวหนึ่ง แล้วเก็บเอาขี้เถ้าใบลานเผานั้นไว้บดผสมกับสิ่งอื่นๆ สร้างเป็น พระสมเด็จฯดำ ขึ้น และเจือผสมเนื้อขาวสร้างพระสมเด็จฯเนื้อขาว ขึ้นมากมาย แต่สมัยนั้นไม่ใคร่มีใครสนใจพระสมเด็จฯกันนัก เด็กที่มาช่วยตำผง ท่านก็แจกให้คนละองค์"...

"พระสมเด็จฯ เนื้อผงใบลานเผาสีดำที่ท่านสร้างขึ้นนั้น โยมเล่าว่า พิมพ์ด้วยแม่พิมพ์หินมีดโกน พิมพ์ได้ครั้งละองค์ พิมพ์แล้วท่านก็ตากไว้ในกระด้ง พอแห้งดีแล้วท่านก็เก็บใสย่ามละว้าใหญ่ของท่าน แล้วเอาไว้แจกชาวบ้าน และที่เหลือไม่ทราบว่าท่านเอาไปไว้ที่ไหนหมด"...

"การพิจารณาอายุของนายต่วน ดาวเรือง ก็เพื่อประสงค์จะสอบสวนอายุของนายทิมว่า ถ้ามีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ. 2496) จะถึง 105 หรือ 106 ปี จริงหรือไม่ผู้ใหญ่สมัยนั้นจะต้องบวชก่อนแล้วจึงมีครอบครัว คือนายทิมจะต้องมีอายุแก่กว่านายต่วนบุตรคนหัวปี อย่างน้อย 20 ปี เพราะฉะนั้น พระสมเด็จฯเนื้อผงใบลานเผา อย่างน้อยที่สุดจะต้องสร้างก่อนปี พ.ศ. 2414 เพราะสร้างตั้งแต่นายทิมยังเป็นศิษย์วัดระฆังฯ จนนายทิมบวชแล้วสึกออกมามีครอบครัว และมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือได้สร้างตอนที่เจ้าพระคุณสมเด็จชราภาพมากแล้ว เพราะนายทิมเล่าว่า ตอนนั้นเจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีฟันเหลืออยู่ซี่เดียว"
(ตรียัมปวาย. 2515: 164-165)

     นอกจากนั้น ตรียัมปวายยังได้อธิบายถึงพระเนื้อพิเศษอีกสองชนิดคือ เนื้อชานหมากและเนื้อปูนน้ำมันอีกด้วย ดังที่เขาอธิบายว่า "พระอาจารย์ขวัญ กล่าวว่าได้ทราบว่า "เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้สร้างพระสมเด็จฯ เนื้อชานหมากด้วย คู่กับเนื้อผงใบลานเผา ซึ่งเป็นเนื้อที่แตกต่างไปจากเนื้อปูนขาว สำหรับเนื้อชานหมากเป็น พิมพ์ทรงพระประธาน และเนื้อผงใบลานเผาเป็นพิมพ์ทรงปรกโพธิ์ ซึ่งมี 2 แบบ คือ ชนิดโพธิ์เมล็ด กับโพธิ์ใบ และกล่าวว่าเนื้อพิเศษทั้ง 2 ชนิดนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทูลเกล้าถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง และได้ทรงพระราชทานแจกข้าราชการ ในปี พ.ศ. 2416 ซึ่งเป็นปีที่เรียกกันว่า ปีระกาป่วงใหญ่ ซึ่งหลังจากเจ้าพระคุณสมเด็จฯได้สิ้นแล้วปีหนึ่ง" (ตรียัมปวาย. 2515: 165)

     จากข้อมูลดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า พระสมเด็จเนื้อผงใบลานเผาสีดำ เป็นเนื้อพิเศษที่ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ท่านสร้างขึ้นมาด้วยวาระพิเศษ เพื่อถวายและแจกจ่ายเป็นกรณีพิเศษ และเก็บบางส่วนไว้เป็นกรณีพิเศษ ดังตรียัมปวายกล่าวว่า "และที่เหลือไม่ทราบว่าท่านเอาไปไว้ที่ไหนหมด" และพระเนื้อนี้ ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน และสร้างด้วยจำนวนจำกัด อาจมีเพียงหลักร้อยองค์ เพราะเท่าที่ผู้เขียนพบในปัจจุบันเมื่อสามปีที่แล้ว มีเพียงหลักร้อยเท่านั้น

พระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงใบลาน พิมพ์ปรกเมล็ดโพธิ์ เป็นพิมพ์เหมือนกับที่ตรียัมปวายระบุไว้ในหนังสือ

3. การค้นพบพระสมเด็จเนื้อผงใบลานเผา

การค้นพบพระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงใบลานเผาสีดำ ถูกเปิดเผยขึ้นมาเมื่อราวสามปีที่แล้ว ขณะที่ผู้เขียนยังอยู่ในวงการพระเครื่อง ได้เจอกับผู้เชี่ยวชาญด้านพระเครื่องของเมืองไทยหลายคน จนมีโอกาสได้ไปร่วมบรรยายและตรวจสอบพระเครื่องให้กับสมาชิกหลายครั้งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พร้อมกับได้เริ่มปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เมื่อหกเจ็ดปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน ผู้เขียนก็ได้พบกับญาติธรรมซึ่งเป็นสตรีท่านหนึ่ง เธอเป็นผู้มีตาทิพย์มาตั้งแต่วัยเด็ก แต่ถูกมารดานำไปให้พระปิดตาที่สามไว้ จนกระทั่งเธอได้เข้ามาสู่วงการพระเครื่องและเริ่มสัมผัสกับเบื้องบนได้อีกครั้ง เธอเคยติดตามและไปร่วมในการบรรยายแทบทุกครั้ง ต่อมาเมื่อราวๆสามปีที่แล้ว เบื้องบนได้สื่อสารทางจิตกับเธอ โดยให้เธอเดินทางไปยังจังหวัดอ่างทอง เพื่อไปรับพระเครื่องชุดหนึ่ง ทั้งที่เธอไม่ได้รู้จักใคร พระที่ได้รับมาก็คือ พระชุดเนื้อผงใบลานเผาสีดำ และยังมีพระผงเนื้อสีเขียวชนิดปรกเมล็ดโพธิ์เหมือนกับรัชกาลที่ 5 นำมาแจกประชาชนในปี 2416 (ปีระกาป่วงใหญ่) จากท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่งอายุมากกว่า 80 ปี หลังจากนั้น ผู้เฒ่าท่านนั้นก็เสียชีวิตเมื่อปี่ที่ผ่านมา

บุพกรรมของผู้เฒ่ารายนี้ก็คือ ท่านเล่่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยเป็นหนุ่มท่านเคยไปบวชที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ น่าจะเป็นวัดระฆังเพราะท่านไม่ได้บอกตรงๆ แล้วนำเอาพระชุดดังกล่าวออกมาจากที่แห่งหนึ่งภายในวัด(ไม่เปิดเผย) กลับมาไว้ที่บ้านเกิดที่จังหวัดอ่างทอง โดยนำมาบรรจุใส่ไหไว้ภายในบ้าน แต่มีเหตุให้เกิดอาเภท ครอบครัวร้อนวุ่นวาย ท่านจึงนำไปบรรจุไว้ในเจดีย์ที่ตัวเองสร้างขึ้นไว้ภายในวัดที่ใกล้บ้าน จนเมื่อราวสามปีที่แล้ว มีเหตุให้เจดีย์ที่สร้างไว้พังเสียหายท่านจึงไปนำกลับมาเก็บไว้ที่บ้าน แต่เหตุอาเภทก็ยังเล่นงานครอบครัวหนักขึ้น จนทำให้ท่านเป็นอัมพาต ลูกหลานก็เดือดร้อน เจอแต่เรื่องร้ายๆ พอสตรีท่านนี้ไปถึง พวกเขาถึงกับยกให้ทั้งหมดอย่างไม่เสียดาย หลังจากนั้นผู้เฒ่าก็เสียชีวิตลง

ต่อมา พระเนื้อผงใบลานชุดนี้ จึงถูกนำมาแจกจ่ายกับญาติธรรมไปจำนวนหนึ่ง(มากแล้ว) เสียงร่ำลือถึงพลานุภาพอันแสนหนักหน่วง คนแล้วคนเล่าที่ได้สัมผัสองค์พระถึงกับขนลุกขนชัน บ้างก็หายใจไม่ออกหัวใจเต้นตุบตับ บ้างก็หนักหัวหนักไหล่ บางคนถึงกับหงายหลังก็มี บางคนปรับธาตุขันธ์ได้ก็มีแต่ความสงบร่มเย็น มีโชคลาภ ใครเห็นใครได้ยินก็อยากจะได้ รวมทั้งมิสเตอร์เบิร์ด ชาวสิงคโปร์เชื้อสายเจ้าคนไทยที่อพยพไปหลบภัยที่สิงคโปร์เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ก็มาอัญเชิญกลับสิงคโปร์ไปนับสิบองค์ มิสเตอร์เบิร์ดผู้นี้ มากับมิสเตอร์ริชาร์ด หว่อง ที่คนไทยรู้จักกันดีในวงพระการพระเครื่อง ซึ่งทั้งสองคนนี้เคยพบกับผมแล้วหลายครั้ง และมิสเตอร์เบิร์ดผู้นี้ก็มีองค์เทพบารมีเป็นฤาษี เขาจึงสามารถสัมผัสพลังลึกลับได้

4. การศึกษาทางกายภาพ (Physical)

ความจริงแล้ว พระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงใบลานเผาสีดำ มีหลากพิมพ์ มิใช่มีแค่พิมพ์ปรกโพธิ์ดังที่ตรียัมปวายระบุไว้ ซึ่งจากการค้นพบหลักฐานใหม่ดังข้างต้น พบว่ามีหลายพิมพ์ซึ่งล้วนแต่เป็นพิมพ์นิยมทั้งสิ้น อาจมีบางพิมพ์ที่วงการไม่คุ้นเคย แต่โดยรวมเป็นพระที่สร้างขึ้นโดยช่างหลวง จึงมีความปราณีตและสวยงามมาก ส่วนเนื้อมวลสารหลักก็คือ ผงใบลานเผา ผสมกับเนื้อปูนปั้นบ้างเล็กน้อย จึงปรากฏฝ้าฝุ่นปูนขาวเกาะผิวหน้าองค์พระ คล้ายแป้งแคลเซียมหรือไขขาวเกาะแน่น นอกจากนั้นยังมีเนื้อข้าวสุกและมวลสารอื่นๆ แต่เห็นไม่ชัดเจน และไม่สามารถระบุได้ บางองค์เห็นเศษแผ่นคล้ายเงินแวววาว แต่ที่แน่นอนคือ มีผงเหล็กไหลเป็นส่วนผสมจำนวนมาก และพระดูดติดกับแม่เหล็กอย่างชัดเจน

พระเนื้อผงใบลานเผาจะมีสองเนื้อคือ สีออกดำ จะมีเนื้อหยาบกว่า และสีออกเทาจะมีเนื้อละเอียดกว่า หากมองด้วยตาเปล่าหรือกล้องส่อง จะเห็นผิวพระแห้งจัด มีความขรุขระ ยุบย่น มีการบิดโค้งเล็กน้อย มีคราบน้ำปูน คราบคล้ายไขขาวเป็นแป้ง ดูเป็นธรรมชาติและมีความเก่าอย่างชัดเจน พระบางองค์จะมีคราบไขเกาะเป็นก้อนเหนียวมาก แกะออกยาก โดยเฉพาะพระองค์ที่มีเนื้อออกสีเทา ส่วนพระเป็นสีดำมักจะมีคราบแป้งฝุ่นสีขาวเกาะผิว แต่เช็ดออกได้


5. การศึกษาแบบอจินไตย (Mind)

พระสมเด็จวัดระฆังเนื้อผงใบลานนี้ นอกจากผู้ที่มีญาณสามารถสัมผัสพลังพลานุภาพได้มากมายคนแล้วคนเล่าแล้ว สตรีผู้ไปอัญเชิญท่านมายังสามารถสื่อสารกับสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)ได้ เธอเห็นภาพเจ้าพระคุณสมเด็จฯกำลังนั่งเผาใบลานด้วยตัวท่านเอง รวมทั้งเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งมีรูปร่างท้วมผิวขาวหน้าตาดี วัยไม่เกินหกสิบกำลังช่วยท่าน ส่วนพิธีอธิษฐานจิตนั้น เธอเห็นเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) หลวงปู่ทวด หลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร และหลวงพ่อเงิน นั่งร่วมอธิษฐานจิตด้วย บางคนก็เห็นขรัวตาแสงด้วย

และล่าสุด ผมมอบหมายให้บุรุษผู้หนึ่ง(มีตาทิพย์) ช่วยตรวจสอบภายในให้ด้วย ปรากฏว่า เขาอธิษฐานจิตขอทราบพลังและองค์ผู้อธิษฐานจิต จึงทราบว่า นอกจากเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) แล้ว ยังมีหลวงปู่ทวด หลวงปู่ศุขวัดมะขามเฒ่า เป็นผู้อธิษฐานจิตร่วม และยังเห็นรัศมีรังสีเป็นสีทองสว่างไสวรอบองค์พระ แผ่รังสีออกไปในจักรวาลจนไร้ขอบเขต มีพลังมหาศาลแบบครอบจักรวาล พลานุภาพเด่นทางด้านมหาโภคทรัพย์ ดูดทรัพย์ มหาเมตตาบารมี แคล้วคลาด ป้องกันภัยพิบัติ และด้านอื่นๆแบบครอบจักรวาล

และอีกหลายท่านอธิษฐานจิตขอทราบปีที่สร้าง ปรากฏว่า สร้างในวาระปี 2411 ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ จึงนับเป็นพิธีใหญ่มาก และอาจมีองค์อภิญญาในยุคนั้นอีกหลายองค์ร่วมอธิษฐานจิตด้วย ซึ่งแล้วแต่ใครจะตรวบสอบเจอองค์ใดได้บ้าง ตามความสามารถของญาณในของแต่ละท่าน

6. บทสรุป

ท่านทั้งหลาย การที่ผมนำเอาเรื่องราวเหล่านี้มาเปิดเผย ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นใดๆเลย มิหนำซ้ำอาจจะถูกผู้ที่ไม่เห็นด้วยโจมตีว่า สร้างเรื่องเล่านวนิยายขึ้นมาดุจเช่น เรื่องราวพระสมเด็จของยายขำ แต่ความจริงแท้ แม้ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ชั่ง จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ชั่ง พระจะอยู่ในที่ลับหรืออยู่กับบุคคลใดก็ชั่ง จะถูกสรรเสริญหรือถูกเหยียดหยันก็ชั่ง ความจริงแท้ของสิ่งเหล่านั้น ก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น ก็ยังเป็นวัตถุอยู่กลางๆอย่างนั้น วัตถุนี้ก็ไม่เจ็บร้อนหรือยินดียินร้ายในคำพูด ในความเชื่อไม่เชื่อ หรือในความศรัทธาไม่ศรัทธา วัตถุนั้นก็นิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น ดังนั้น ผมมีหน้าที่นำท่านออกมาเปิดเผย ก็ขอให้ท่านโปรดใช้วิจารณญาณด้วยตัวของท่านเองเถิด เพราะผมมีจิตอันบริสุทธิ์ที่อยากสรรเสริญคุณธรรมความดีงามของเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ด้วยจิตศรัทธายิ่ง ส่วนความจริงแท้ทั้งหมดนั้น มันเกินวิสัยของผมจะรู้แจ้งได้ จึงโปรดใช้วิจารณญาณเอาเองนะครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
23 พฤษภาคม 2555

อ้างอิง
ตรียัมปวาย. (2515). ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องฯ เล่ม 1 พระสมเด็จฯ. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น.

หมายเหตุ พระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงใบลานเผาสีดำ เป็นคนละชุดกันกับพระชุดวังหน้าสีดำ อย่าได้จำสับสนกันนะครับ พระชุดนี้ประเมินค่าหลักล้านขึ้นไป เพราะหายากกว่าเนื้ออื่นๆ

สำหรับผมถือว่า พระเนื้อผงใบลานเป็นที่สุดของพระสมเด็จวัดระฆัง เพราะมีพลังแบบไร้ขีดจำกัด และเป็น "จักรพรรดิออฟจักรพรรดิ" (จักรพรรดิเหนือจักรพรรดิ)

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ เนื้อผงใบลาน สีออกเทา เนื้อละเอียด
พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ เนื้อผงใบลาน
พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์เส้นด้ายใหญ่ เนื้อผงใบลาน